วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2555

ภารกิจลงพรหมทัณฑ์พระฉันนะตามพุทธบัญชา


...

        เกล็ดประวัติพระฉันนะ จากหนังสือ ตามรอยกรรม พระอานนท์พุทธอนุชา

                    ภายหลังพุทธปรินิพพาน 3 เดือน  พระมหากัสสัปปะ ล่วงรู้ถึงอนาคตกาลข้างหน้าด้วย อนาคตังสญาณ ว่า เมื่อสิ้นองค์พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ผู้ที่จะทำหน้าที่สืบพระศาสนาต่อไปคือ พระธรรมวินัยเท่านั้น  โดยมีพระสฆ์ผู้เป็นเถรานุเถระ มีอำนาจปกครองดูแลสงฆ์ ให้ตั้งอยู่ในธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด  จึงกำหนดวาระแห่งการสังคายนาขึ้นหลังพุทธปรินิพพานล่วงไป 3 เดือน สัตตบรรณคูหา เวภารบรรพต กรุงราชคฤห์ โดย พระอรหันต์สาวก 500 รูป หนึ่งในนั้นมีพระอานนท์เถระ ซึ่งสำเร็จเป็นพระอรหันต์ในคืนก่อนปฐมสังคายนา ด้วย    มีการสังคายนาเสร็จสิ้นลง จากที่ได้ดำเนินการมาเป็นเวลา 7 เดือน ที่ ถ้ำสัตตบรรณคูหา เวภารบรรพต กรุงราชคฤห์   ต่อจากนั้น พระสาวกทั้งหลายแยกย้ายไปตามเมืองต่าง ๆ 

 ด้วยความเป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้าด้วยอนาคตังสญาณ ทรงล่วงรู้ถึงความเป็นไปในอนาคตข้างหน้าว่า พระฉันนะเป็นพระผู้บวชเพราะเหตุเลื่อมใสในพระบรมศาสดาแต่พระองค์เดียว ไม่ยอมก้มหัวแก่พระภิกษุรูปใด ไม่ว่าพระรูปนั้นจะเป็นพระอรหันต์ หรือเป็นพระอัครสาวกก็ตาม พระฉันนะจะไม่ยอมเชื่อฟัง ไม่ยอมเคารพนับถือก็เพราะเหตุมีจิตเป็นมิจฉาทิฏฐิ สำคัญผิดคิดว่าตนเคยเป็นอำมาตย์ ผู้สนิทสนมชิดเชื้อ เป็นสหชาติ โยธารับใช้ใกล้ชิดพระบรมศาสดาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ จนกระทั่งติดตามขี่ม้ากัณฐกะออกบวชมหาภิเนษกรมณ์  ซึ่งฉันนะ มีความห่วงอาลัยเศร้าโศกเสียใจไม่ยอมละจากไป ขันอาสาจะคอยรับใช้ตลอดไปในทุกที่สถาน แต่พระบรมศาสดาเมื่อครั้งยังเป็นเจ้าชายสิทธัตถะไม่ทรงอนุญาต พร้อมทั้งกำชับให้ฉันนะพาทั้งม้าและเครื่องทรงประดับองค์กลับคืนสู่พระนครกบิลพัสด์
            นี่คือเหตุการณ์ในอดีตที่คอยเป็นภาพหลอกหลอนติดในดวงจิตของพระฉันนะตลอดมา จึงเกิดทิฏฐิมานะว่า ตนเป็นผู้สนิทสนมใกล้ชิดพระบรมศาสดาไม่ยอมเชื่อฟังใคร แม่แต่พระบรมศาสดาเคยตักเตือนพระฉันนะหลายครั้งหลายครามาแล้ว แต่พระฉันนะยังคงประพฤติตนเป็นพระหัวดื้อรั้น เป็นผู้ว่ายาก ไม่ยอมประพฤติตนเป็นผู้ว่าง่ายสอนง่าย ความเป็นพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระทศพลญาณรู้วิธีสุดท้ายแห่งการลงโทษ ประดุจนายม้าสารถีผู้ฝึกม้าชาญฉลาด ย่อมเข้าใจนิสัยม้าของตนทำหน้าที่ฝึก หากม้าตัวไหนฝึกแล้วไม่เชื่อง ดื้อรั้น คอยพยศ มีทางเดียวเท่านั้นที่จะปราบพยศได้ คือ ฆ่าม้าตัวนั้นเสีย  ซึ่งเป็นม้าพันธุ์เลว ฝึกสอนไม่ได้ เพื่อเป็นการทำลายพันธุ์ม้าเลวมิให้ปรากฏต่อไป

            พระฉันนะด่ากระทบกระทั่งพระอัครสาวกทั้ง 2 ว่า เมื่อเราตามเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์  ในเวลานั้น มิได้เห็นผู้อื่นสักคนเดียว แต่บัดนี้ท่านผู้นี้เที่ยวกล่าวว่า  เราชื่อสารีบุตร เราชื่อโมคลานนะ พวกเราเป็นอัตรสาวก   พระศาสดาทรงสดับข่าวนั้น รับสั่งให้หาพระฉันนะเถระมาตรัสสอน  แต่ท่านนิ่งชั่วขณะเท่านั้นยังกลับไปบริภาษพระเถระทั้งหลายเหมือนอย่างนั้นอีก พระศาสดารับสั่งให้หาท่าน ว่ากำลังกล่าวจาบจ้วง ตรัสอย่างนี้ถึง 3 ครั้ง แล้ว ด้วยพระเมตตาใคร่จะอนุเคราะห์ ตรัสเตือนว่า ฉันนะ พระอัครสาวก ทั้ง 2 นั้น เป็นกัลยาณมิตร เป็นสัตตบุรุษชั้นสูงของภิกษุทั้งหลาย คงคบกัลยาณมิตรเห็นปานนี้เถิด จึงตรัสคาถานี้ว่า

                                    บุคคลไม่ควรคบบาปมิตร  ไม่ควบคบบุรุษต่ำช้า
                                       ควรคบกัลยาณมิตร ควรคบบุรุษสูงสุด

            ฝ่ายพระฉันนะ แม้ได้ฟังพระโอวาทแล้วยังมีจิตดื้อรั้นด่าขู่พวกภิกษุอีกเหมือนก่อนนั่นเอง  แม้ภิกษุทั้งหลายจะกราบทูลแด่พระศาสดาอีก พระศาสดาตรัสว่า  ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเรามีชีวิตอยู่พวกเธอจักไม่อาจเพื่อให้ฉันนะสำเหนียกได้ แต่เมื่อเราปรินิพพานแล้วจึงอาจ
            ครั้นเพื่อพระพุทธเจ้าใกล้ปรินิพพาน  พระอานนท์ ทูลถามปัญหาเรื่อง พระฉันนะ
ข้าแต่พระองค์ อันพวกข้าจะพึงปฏิบัติต่อพระฉันนะเถระอย่างไร พระพุทธเจ้าข้า?”  พระพุทธองค์ ตรัสว่า อานนท์ พวกเธอพึงลงพรหมทัณฑ์ฉันนะเถิด
 หลังจากการปฐมสังคายนา อานนท์เถระ ได้ไปยัง โกสิตตาราม เมืองโกสัมพี ซึ่งเป็นที่พำนักของพระฉันนะ  โดยประชุมท่ามกลางสงฆ์ ที่ไม่มีพระฉันนะอยู่ด้วยว่า 

ผู้อาวุโสทั้งหลาย! นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป  พระฉันนะต้องการทำอย่างใด จะพูดอย่างใด และปฏิบัติประพฤติอย่างใด ก็ปล่อยให้ทำได้ตามอัธยาศัย  ภิกษุทั้งหลาย ไม่พึงกล่าวตักเตือน ไม่พึงสนทนาปราศรัย หากจำเป็นต้องพูด ก็จงพูดเฉพาะกิจที่จำเป็น นี่คือพุทธบัญชาให้กระทำต่อพระฉันนะจงปฏิบัติตามพุทธประสงค์เถิด

เมื่อกล่าวตัดสินลงทัณฑ์เสร็จสิ้น พระอานนท์กล่าวถึงธรรมที่พุทธองค์ตรัสกับท่านไว้ว่า อานนท์ ในธรรมวินัยนี้ เราตถาคตจะไม่ทำกับพวกเธออย่างทะนุถนอม แต่จะทำอย่างช่างหม้อทำกับหม้อดินที่ยังเปียกอยู่ ด้วยการทุบตี ตบแต่งกระทุ้งแล้ว กระทุ้งอีก อานนท์เอย เราจักทำกับภิกษุด้วยการขนาบแล้ว ขนาบอีกไม่หยุดหย่อน  เราจักชี้ให้ให้เห็นโทษภัยของกิเลส ตัณหา อุปาทานในขันธ์ทั้งห้าไม่หยุดหย่อน ด้วยหวังให้ภิกษุประพฤติพรหมจรรย์เป็นสำคัญ ผู้ใดเห็นสาระเห็นคุณประโยชน์ผู้นั้นจักทนต่อการกระหนาบ และจักทนอยู่ในธรรมวินัยนี้
พระอานนท์กล่าวต่อในที่ประชุมสงฆ์ว่า ท่านอาวุโสทั้งหลาย ด้วยประการละฉะนี้ ข้าพเจ้าขอประกาศพรหมทัณฑ์แก่พระฉันนะ เพื่อเธอจักได้สำนึกตน ปฏิบัติตนในทางที่ชอบเป็นสัมมาทิฏฐิต่อไป
ข่าการลงพรหมทัณฑ์พระฉันนะแพร่กระจายไปอย่างไฟลามทุ่ง  ไฟพรหมทัณฑ์นี้ พุ่งไปยังที่กุฎีของพระฉันนะผู้คอยเงี่ยโสตฟังอยู่ ผลการประชุมที่มีพระอานนท์เป็นประธานคงมีอะไรพิเศษเป็นแน่ ด้วยความอยากรู้ว่าคณะสงฆ์ประชุมเรื่องอะไรกัน วันนี้ทำไมเงียบสงัดนัก หามีผู้ใดผ่านกุฎีที่พักตนไม่  ครั้นอนรนทนไม่ไหว จึงชะโงกหน้าออกไปแลเห็นสามเณรน้อยองค์หนึ่ง พยายามเดินเลี่ยงเฉียดไป จึงเรียกเณรน้อยมาไตร่ถามว่าวันนี้มีการประเรื่องอะไร สามเณรน้อยผู้ฉลาดจึงเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟัง

พระฉันนะผู้เจริญ  การประชุมสงฆ์วันนี้ มีพระอานนท์พุทธอนุชาผู้เป็นพุทธอุปฐาก ได้รับพุทธบัญชามาให้กระทำลงโทษท่านด้วยวิธีให้คณะสงฆ์ลงพรหมทัณฑ์ โดยให้ภิกษุสงฆ์พร้อมใจกันไม่พูดคุยสนทนาไม่ว่ากล่าวตักเตือน ไม่ทำการสั่งสอน หากพระฉันนะต้องการทำอะไรก็จงปล่อยให้ทำตามประสงค์

พระฉันนะได้ฟังแล้วก็บังเกิดสลดสังเวชในดวงจิต ถึงกับสลบไปถึงสามครั้ง เมื่อฟื้นจากสลบแล้วก็เริ่มทบทวนถึงเหตุการณ์ที่ตนเข้ามาบวชตั้งแต่ต้นอาศัยพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ที่ตนเคารพรักบูชาสูงสุดเคยตักเตือนหลายครั้ง แต่ตัวเรานี้หาเชื่อฟังพระองค์ไม่ แต่เหล่าศากยบุตรและศากยาณีทั้งหลายที่เข้ามาบวช ต่างบรรลุมรรคผลนิพพานจำนวนมากมาย  อันตัวเรานี้ถือว่าว่าเป็นสหชาติโยธามาเกิดร่วมสมัยกับพระพุทธองค์เพื่อทำความดี  แต่มัวอวดตัวถือดีมีทิฏฐิ ไม่ขวนขวายหาความดีที่เป็นยอดยิ่งของความดี ไม่สนใจจะศึกษาปฏิบัติธรรม วันๆ ไม่ทำกิจการงานอะไร ปล่อยวันเวลาให้สูญเปล่าล่วงเลยไปไร้ประโยชน์ เวลาผ่านไปเท่าไร อายุเราก็ลุถึง 80 ปี กว่าแล้ว ร่างกายสังขารนี้จะจบสิ้นเมื่อวันได้เราก็ไม่รู้...
 นี่คือจิตสำนึกของพระฉันนะผู้เฒ่า เริ่มมองเห็นและเข้าใจใจเจตนารมณ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ชะรอยการลงพรหมทัณฑ์มีพุทธประสงค์ที่แท้จริงเพื่อจะสงเคราะห์เราให้ดวงตาเห็นธรรม จึงขอร้องพระอานนท์ได้ช่วยอนุเคราะห์เทศนาธรรมที่ควรแก่จริต ด้วยคำวิงวอนว่า

 ข้าแด่ท่านอานนท์ ผู้เจริญ ขออย่าให้กระผมฉิบหายเลย
พระอานนท์กล่าวขึ้นว่า ท่านฉันนะ ดีแล้ว ดีแล้ว ท่านละความเห็นผิดจากมิจฉาทิฏฐิ กลับมาเป็นสัมมาทิฏฐิ จึงช่วยสงเคราะห์เทศนาธรรมที่เป็นอริยธรรมนำไปสู่การบรรลุมรรคผลตามลำดับคือ
 อริยมรรคมีองค์ 8 เป็นทางเดินมรรคาไปสู่พระนิพพาน
 รักษาศีลปาฏิโมกข์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์
สำรวมในอินทรีย์ให้คุมครองในอินทรีย์ทั้ง 6
รู้จักประมาณตนในการบริโภค
จงเร่งปฏิบัติธรรมเป็นเครื่องตื่น
มีหิริ โอตัปปะ
ปลีกกายหลีกเร้นปราศจากการคลุกคลี หาที่สงบไม่พลุกพล่านให้ห่างจากหมู่คณะ
เจริญญาณด้วยสติ สมาธิ ปัญญา   ครั้นสติตั้งมั่นแล้ว ให้เจริญวิปัสสนาญาณอันด้วย
 กายคตาสติปัฏฐาน  ประกอบด้วย
1.   สติปัฏฐาน 4
2.   สัมมัปธาน 4
3.   อิทธิบาท 4
4.   อินทรีย์ 5
5.   พละ 5
      เมื่อปฏิบัติถึงขั้นนี้แล้ว องค์ธรรม คือ โพชฌงค์ 7 จะเกิดขึ้น จนเห็นแจ้งใน ปฏิจจสมุบาท
เมื่อพระฉันนะฟังธรรมโดยย่อจากพระอานนท์แล้ว เกิดความเลื่อมใส ปิติปราโมทย์ ก้มกราบพระอานนท์ กลับสู่ที่พำนักเร่งบำเพ็ญเพียรภาวนา สำเร็จพระอรหันต์ขีณาสพทรงคุณด้วยปฏิสัมภิทาญาณ ภายใน 15 วัน   

*****
 หมายเหตุ

 หลังพุทธปรินิพพาน  พุทธศาสนาสนิกชน ต่างวิปโยคเศร้าโศกเสียใจ พระเถระผู้ใหญ่ทั้งหลาย ส่วนใหญ่ก็ละสังขารไป  คงเหลือแต่พระอานนท์องค์เดียว ที่เป็นหลักชัยให้แก่พระพุทธศาสนา  เพราะเมื่อก่อน เขาเห็นพระพุทธเจ้า ก็ต้องเห็นพระอานนท์   พระอานนท์ ก็อยู่ช่วยพระพุทธศาสนา ถึงอายุ 120 ปี  มีคุณูประการต่อพระพุทธศาสนาหลังพุทธปรินิพพาน อย่างมากมาย   ดังนั้น จึงไม่แปลกใจเลยว่า

 ในบรรดาพระสาวกของพระพุทธเจ้า มหาชนจึงรักเคารพพระอานนท์มากที่สุด

วันศุกร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2555

บางตอนที่น่าสนใจเกี่ยวกับครูบาศรีวิชัยต้องอธิกร

...

กรณีถูก อธิกรณ์กล่าวหา  จำนวน 8 ข้อ คือ

1.    ตั้งตนเป็นอุปปัชฌาย์ บวชกุลบุตรไม่มีใบอนุญาต
2.    ไม่อยู่ในบังคับบัญชาของ เจ้าคณะแขวงลี้
3.     ไม่ร่วมประชุมตามคำสั่งเจ้าคณะแขวงลี้และยุยงให้พระวัดต่าง ๆ ประพฤติตาม
4.     ไม่ประพฤติตนให้เป็นไปตามคำสั่งคณะสงฆ์ เช่น ไม่ตีกลอง จุดประทีป  ในพิธีบรมราชาภิเษก รัชการที่ 6
5.    ล่วงทันฑ์ที่ให้ไว้กับคณะเจ้าเมือง
6.    ไม่สำรวจจำนวนพระเณรให้กับเจ้าคณะแขวงลี้
7.    มีเวทย์มนต์ล่อลวงประชาชน
8.    ตั้งตนเป็นผู้วิเศษ  มีดาบฝักทองคำศรีกัญชัย ตกลงมาจากฟ้าลงสู่แท่นบูชา  พระศรีวิชัยเดินทางฝนไม่เปียก เดินสูงกว่าพื้นดิน 3 ศอก และเดินบนผิวน้ำได้    ทำให้คนหลงเชื่อเป็นจำนวนมาก
เมื่อเดินทางเข้า กรุงเทพฯ  มีโอกาสเข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราช สมเด็จพระสมณเจ้ากรมพระยาวิชิรญาณวโรรส  เบื้องต้นก่อนแต่งตั่งกรรมการสอบสวน ทรงตรัสถาม ข้อสงสัยสำคัญที่สนใจ คือ


      (ตรัสถาม  จริงหรือเขาว่าเธอเดินสูงกว่าพื้นดิน 3 ศอก?
     ตอบ  กระหม่อมขอรับว่าจริง เพราะลูกศิษย์เขาใช้เสลี่ยงหามเวลาไปไหนมาไหนเขาไม่ให้เดินดิน)

            (ตรัสถาม  ที่เขาลือว่าเธอเดินท่ามกลางฝนแต่ไม่เปียกฝนจริงหรือ?
           ตอบ  ถูกต้อง เพราะเวลาฝนตกมีคนเอาจ้องมากลางกั้นฝนให้)

            (ตรัสถาม  เธอได้เรียนรู้พระพุทธศาสนามาอย่างไร?”
             ตอบ   อิติปิโส  ยังศีกษาเรียนรู้ไม่จบเลย

          ตรัสถามต่อ   อ้าว อิติปิโสยังเรียนไม่จบหรือ แล้วมาบวชนี้ถือศีลอะไร?
  ตอบ  ถือศีล 4


             สมเด็จพระสังฆราชทรงทำท่าเอะใจ อะไรกันมีหรือภิกษุถือศีล 4”

          ตอบ  ก็ ปาริสุทธิศีล  4  คือ
1.    ปฏิโมกข์สังวร (ศีลที่รักษามีกี่ข้องต้องครบบรบูรณ์)
2.    อินทรีย์สังวร (สำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 อยู่ในความอุเบกขา)
3.    อาชีวปาริสุทธิ์ (เลี้ยงชีวิตโดยชอบ)
4.    ปัจยาปัญเวกขณะ (เป็นอาหารต้องพิจารณากินเพิ่อดำรงชีวิตอยู่  เป็นเครื่องนุ่งห่มก็พิจารณาใส่เพื่อกันร้อนหนาวและป้องกันความอุจาดลามก  ที่อยู่อาศัยก็พิจารณาเพือกันแดดกันฝน ยารักษาโรคก็พิจารณาเพื่อบำบัดทุกขเวทนาเพื่องจะได้ทำดีต่อไป)

สมเด็จพระสังฆราชทรงพอใจในคำตอบอย่างมาก  ท่านตรัสถามต่อว่า
               แล้วเธอจะทำอย่างไร  ที่เขาตั้งข้อกล่าวหามานี้
          ตอบ  เดินหน้าอย่างเดียว

            จากนั้นทรงตรัสคุย ให้ความอบอุ่นคุ้นเคยด้วยพระกรุณา และรับสั่งว่า

เรื่องทั้งหมดนี้ท่านอย่าได้วิตกกังวลเลย การณ์เพียงแค่นี้ ไม่เป็นไรหรอก ฉันจะดูแลให้  ก่อนกลับเชียงใหม่ สมเด็จให้ใช้รถยนต์ของท่าน นำครูบาศรีวิชัยไปนมัสการพระปฐมเจดีย์ด้วย
           ผลการสอบสวน  
          ข้อ  1,2,4,5  ครูบาศรีวิชัยรับสารภาพ (ได้รับโทษแล้ว คือ ถูกกักบริเวณ)
          ข้อ  3  เป็นความผิดของเจ้าแขวงลี้เอง  พระอธิการไปเอาอย่างพระไม่ใช่อธิการ
           ข้อ 6    กรรมการสรุปเห็นด้วยเพราะถูกถอดเจ้าอาวาสแล้ว
          ข้อ 7-8   ไม่มีหลักฐานว่าพระศรีวิชัยอวด  มีคนเล่าลือไปเอง
           สรุป  พระศรีวิชัย ไม่ผิด  เจ้าคณะ  ลงโทษเกินไป 
            สิ่งประทับใจคือคำตอบที่คณะสงฆ์ได้ถามท่าน ท่านตอบสั้น ๆ มีความหมายลึกซึ้งว่า
                        ทำไมครูบาจึงไม่ทำตามแบบอย่างคณะสงฆ์ ?
           ครูบาเจ้าถามกลับว่า

                                       แล้วท่านทั้งหลายทำกันอย่างไร?”
คณะสงฆ์ตอบว่า       ก็ต้องถือตามระเบียบการปกครองตามพระราชบัญญัติ
           ครูบาตอบว่า            นั่นคือลูกของอาชญา  ไม่ใช่ลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า
          กรรมที่ทำกับผู้มีศีลบริสุทธิ์นั้น ส่งผลเร็วยิ่งนัก  ผู้ที่ทำกรรมกับท่านต้องได้รับกรรมขณะที่มีชีวิติอยู่  คนแรกตายขณะข้าวคาปาก กลืนไม่เข้าคายไม่ออก 

คนหนึ่ง ถูกฟ้าผ่าตาย อีกคนหนึ่ง เป็นขี้ทูต  มือเท้าเน่า รายละเอียดมีในหนังสือที่ท่าน ภิกษุอานันท์ พุทธปัญโญ  บันทึกไว้

         คัดจากหนังสือ มหัสจรรย์พระครูบาศรีวิชัย
          โดย ภิกษุอานันท์  พุทธธัมโม

กรรมบังตาบังจิต เกล็ดธรรมมะจาก หลวงปู่ไม อินทศิริ


...


เกล็ดธรรมมะจาก หลวงปู่ไม  อินทศิริ
วัดป่าเขาภูหลวง   อ.วังน้ำเขียว   จ.นครราชสีมา
(เป็นช่วงตอบปัญหาธรรมจากญาติโยม หลังจากที่องค์หลวงปู่ได้เมตตาแสดงธรรมเทศนาเสร็จ )

กรรมบังตาบังจิตกว่าจะมารู้นี่มันแก้ไม่ได้แล้ว

จริงๆแล้วที่หลวงปู่ได้ไปเที่ยวทั้งสวรรค์
ทั้งนรก ทั้งเมืองบาดาล เมืองพญานาค ลงไปเมืองบาลมันเป็นยังไง เมืองมนุษย์ของเราเป็นยังไง พวกเปรตทั้งหลายที่ได้เสวยกรรมอยู่ ถูกทรมานอยู่ในที่คุมขังอยู่เหมือนคุกนี่เป็นยังไง ลำบากไม่มีของอยู่ของกิน สกปรกโสมมจะกินน้ำจะอาบน้ำก็ไม่มี เสื้อผ้าจะใส่ก็ไม่มี พวกหนึ่งก็เป็นสัมภเวสีล่องลอยเดินอยู่อย่างนั้น ไม่มีอาหารอยู่อาหารกิน ผอมนะ เขาเห็นคนทำบุญนี่ก็ไปแหล่ว ไปขอกินคนที่เขามีบุญ พอพระอนุโมทนาเสร็จ เรากรวดน้ำเสร็จ ของก็กองอยู่พวกอาหาร

พวกเขามีบุญที่ทำบุญทำทานเหมือนกับพวกเรา ก็ไปกินแบบอิ่มหนำสำราญ มีความสุข แล้วก็อนุโมทนาบุญกับพระสงฆ์องค์เจ้า เวลาที่พระเจริญพุทธมนต์ก็นอบน้อมเข้าไปสู่พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า เวลาพระให้ไตรสรณะคมให้ศีลอย่างนี้ เราก็นอบน้อมเข้าไปเอง นี่จิตที่เป็นบุญเป็นกุศล เมื่อเต็มแล้วเขาก็ไปเกิด บางคนก็ไปสวรรค์

"พวกที่ทุกข์ยากลำบาก ที่ไม่เคยได้ทำบุญสุนทาน ก็ไปขอเขาก็เอาไม่ได้ เสื้อผ้าอย่างนี้ก็จับไม่ได้ ทั้งๆที่ตัวเองก็เปลือยกาย"

ส่วนมากคนเป็น ๑,๐๐๐ คนนี่จะมีเสื้อผ้าใส่นี่ จะมีไม่เกินคนสองคนเด้ นอกนั้นเปลือยกายทั้งหมดนะ คนที่ได้เป็นอย่างนั้น ก็เพราะไม่เคยได้ทำบุญให้ทาน อย่างที่พวกเราอย่างนี้

ถ้าไปเฉลี่ยใส่คน กี่ ๑,๐๐๐,๐๐๐ คนในกรุงเทพนี่ ทำเป็นอย่างเรานี้มีกี่คน ถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ หรือเปล่า?

นี้แหละ...นอกนั้นพวกนั้นนี่ไม่มีเสื้อผ้าใส่แล้ว แล้วกินแต่เหล้าเมายา ร้องรำทำเพลงเข้าผับเข้าบาร์ ทั้งผู้หญิงผู้ชาย ไม่มีศีลมีธรรม ขโมยของกัน รบลาฆ่าฟันตีกัน ทะเลาะกัน ไม่เหมือนกับพวกเรานะ เขาทำอย่างนั้นเขาว่าเขามีความสุขเด้

แต่พวกเราเห็น...รับไม่ได้นะมันเป็นอย่างนั้น ที่เดินสวนกันในถนนข้าวสารนี่ ทั้งฝรั่งทั้งคนไทย โอ้ย! จะเหยียบกันตายในเทศกาลนี่ นี้แหละมันเยอะๆอย่างนั้นแหละ

นี้แหละคนมันไม่รู้จักศีลไม่รู้จักธรรม ไม่ได้ปฏิบัติเวลาตายไปถึงจะรู้ กว่าจะมารู้นี่มันแก้ไม่ได้แล้ว จนกว่าจะสำนึกได้นี่ ต้องถูกเขาบังคับรังแกข่มเหงให้รับโทษอยู่เป็นเวลาร้อยปี พันปี หมื่นปี รับแล้วรับอีกๆ ว่าจะไม่ทำแต่ว่าก็ยังทำเหมือนเดิมอย่างนี้

ทีนี้เมื่อนานไปหลายครั้งหลายหน ถูกทรมานมากๆจิตมันก็จะย้อนไปถึงอดีต เมื่อคราวที่เกิดเป็นมนุษย์ "กูไม่ได้ทำบุญจริงๆเหมือนอย่างที่ยมบาลเขาว่า เขาถึงได้ตีกู เขาถึงได้ลงโทษกู เขาถึงเอากูไปลงนรก กูไม่ได้ทำบุญจริงๆนี่ ไม่เหมือนพวกนั้นเขาได้ทำบุญ"

พวกยมบาลพวกนั้นก็เล่าให้ฟัง พอได้ยินอย่างนั้น..

"กูทำยังไงถึงจะได้บุญ กูทำยังไงถึงจะได้ทำบุญ กูทำยังไงกูถึงจะได้ไปเกิด"

พอคิดอย่างนี้มามันก็...

"กูอยากจะไปฟังเทศน์ กูอยากจะไปรักษาศีล
ถ้ากูได้ไปเกิด...กูก็จะไปทำบุญอย่างนี้"

เพียงคิดเท่านี้จิตก็เริ่มเป็นกุศลแล้วเด้ พอจิตเริ่มเป็นกุศลนี่ พระสวดมนต์ก็ได้ยินละทีนี้ ได้ยินพระสวดมนต์เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า พระเทศน์ยังไงสั่งสอนยังไงก็ได้ยิน เมื่อได้ยินจิตก็น้อมเอา เมื่อจิตน้อมเอาก็เป็นบุญเป็นกุศล ก็ขยับใกล้เข้าๆ พอใกล้เข้าๆผลสุดท้ายนานไปๆ บาปมันก็หมดไปๆ บางไปหมดไป

พวกเราทำบุญอุทิศให้พวกนั้นไป ครั้งแรกก็จะได้กินคำหนึ่งเล็กๆ "อร่อยที่สุดในโลก" จะไปกินอีกไม่มีเพราะว่ามันหาย...เพราะว่าบุญยังน้อยอยู่ พอนานไปๆก็อนุโมทนาไปเรื่อยๆก็ได้กินเต็มคำละทีนี่ ได้คำหนึ่งใหญ่ก็อิ่มๆ พออยู่ไปๆกินได้หลายคำ ผลสุดท้ายกินจนอิ่ม พอกินจนอิ่ม...

" โอ้ย! กูอยากจะไปเกิดเด้ๆ"

ได้ยินพระสงฆ์สวดมนต์ก็อนุโมทนาบุญ เห็นพวกเรามารักษาศีลภาวนาอย่างนี้..

"สาธุ ถ้าข้าพเจ้าได้ไปเกิดข้าพเจ้าจะไปบำเพ็ญภาวนาอย่างนี้ จะไปไหว้พระสวดมนต์เหมือนอย่างพวกเจ้าอย่างนี้ ขอให้ข้าพเจ้าได้ไปเกิดด้วยเด้อ อนุโมทนาด้วยเด้อ"

ผลสุดท้ายก็ได้มาเกิดนะ นี้แหละ...โอ้ย! กว่าจะเป็นอย่างนี้ ใช้กรรมมาเป็นหมื่นๆปีเด้ มันไม่ใช่ธรรมดาเด้ !!

ตอนนั้นก็จะหูหนวกตาบอดอยู่เหมือนอย่างคนที่เขาเที่ยวถนนข้าวสารนี้แหละ เราไปชวนเขามาทำบุญนี่ เขาไม่มาเด้นี่ เขาไปกินแต่เหล้าเด้นี่ ตังค์เขาไม่เสียดายเด้ เขาไม่ตระหนี่เด้ แต่ว่ามาทำบุญ ๕ บาทนี่ เขาก็ไม่ให้เด้ บาทหนึ่งเขาไม่ให้เด้ นี้แหละเขาว่าคนหูหนวกตาบอด แต่มันบอดนี่...มันบอดที่จิตวิญญาณนะ มันไม่เห็นเลยเด้

อย่างพวกเรานั่งอย่างนี้นี่ ในขณะที่เสวยกรรมอยู่นี้จะไม่เห็นเด้ จะไม่เห็นพวกเราเด้ พวกเรามีศีลนี้นะ ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ นี้เขาจะไม่เห็น ถ้าเป็นหนังสืออย่างอื่นนี้เห็น ถ้าเป็นกระดาษเฉยๆนี้เห็น เจดีย์ก็ไม่เห็นแต่ต้นไม้เห็น นี้มันเป็นอย่างนี้ มันจะถูกปิดบังหมด นี้คือบาปจนถูกทรมานมานานเข้าๆ จนยอมรับสภาพแล้วจิตถึงย้อนไปถึงที่กล่าวมานั้น ถึงจะค่อยบางไปๆ ถึงจะได้ยินเสียงพระถึงจะเริ่มมองเห็นคน...

"โอ้! คนมันเป็นอย่างนี้ เขามีความสุขอย่างนี้ กูทำไมทุกข์ยากลำบากแท้ ชาติก่อนกูก็มีอยู่เหมือนเขา แต่กูไม่ได้ทำบุญ เกิดชาติตอนมาเป็นผีนี้...ทำไมกูถึงได้มาลำบากแท้ เพราะกูไม่ได้ทำบุญ กูอยากจะมาทำบุญมันเป็นอย่างนี้"

เรื่องวิบากกรรมเรื่องเหล่านี้นี่ ต้องปฏิบัติให้มากๆแล้วจะเห็นนะ

โยม : กรรมมันบังตาเขาใช่ไหมครับ?

ลป. : โอ้! มันบังตาบังจิต บังตามันไม่เท่าไหร่เด้ แต่มาบังจิตนี่ โอ้ย! แก้ยาก ใครจะว่าดีเท่าไหร่ มันก็ไม่ยอมรับ ดีไม่ดีนี่...เราว่าดีนี่ มันด่าเราเด้ มันดีตรงไหนว่ะ เห็นพระบิณฑบาตยังด่าเลย มันถึงได้ไปตกนรก

ถอดจากเทปพระธรรมเทศนาหลวงปู่ไม อินทสิริ
วัดป่าเขาภูหลวง   อ.วังน้ำเขียว   จ.นครราชสีมา
(เป็นช่วงตอบปัญหาธรรมจากญาติโยม หลังจากที่องค์หลวงปู่ได้เมตตาแสดงธรรมเทศนาเสร็จ )

ถอดเทป/เรียบเรียง : นรินทร์ ศรีสุทธิ์

บทสวดเมตตาใหญ่ แบบย่อ พิสดาร

...


บทสวดเมตตาใหญ่ แบบพิสดาร บทนี้ "ครูบาศรีวิชัย" ท่านได้เพิ่มจำนวนบุคคลที่แผ่เมตตาให้ละเอียดมากยิ่งขึ้น
 เดิมที่มีอยู่
(๑) อิตถิโย = ผู้หญิง (๒) ปุริสา =ผู้ชาย (๓) อะริยา =พระอริยะ (๔) อะนะริยา = ปุถุชน  (๕) เทวา = เทวดา (๕) มนุสสา = มนุษย์ (๖) วินิปาติกา = ผู้มีอัตตภาพ

ครูบาศรีวิชัย เพิ่มชนิดและแยกชั้นของเทวดา ชั้นของภพเบื้องล่างให้ละเอียดมากขึ้น

(๑) อิตถิโย = ผู้หญิง (๒) ปุริสา =ผู้ชาย (๓) อะริยา =พระอริยะ (๔) อะนะริยา = ปุถุชน  (๕) จาตุมมหาราชิกาเทวา = เทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา (๖) ตาวะติงสาเทวา = เทวดาชั้นดาวดึงส์  (๗) ยามาเทวา = เทวดาชั้นยามา (๘) ตุสิตาเทวา = เทวดาชั้นดุสิต   (๙) นิมมานะระตีเทวา = เทวดาชั้นนิมมานะระดี (๑๐) ปะระนิมมิตะวะสะวัตตีเทวา = เทวดาชั้นปะระนิมมิตะวะสะวัตตี  (๑๑) อินทา (๑๒) พรหมา (๑๓) จตุโลกะปาลา (๑๔) ยมมะราชา (๑๕) ยะมะปาลา (๑๖) สิริคุตตะระอะมัจจา =สิริคุตตะระอำมาตย์ (๑๗) ยักขา (๑๘) กุมภัณฑา (๑๙) ครุทธา (๒๐) กินนรา (๒๑) กินนะรี (๒๒) นาคา (๒๓) มนุสสา = มนุษย์ (๒๔) อะมะนุสสา (๒๕) วิริยะปาติกา (๒๖) มิตตา (๒๗) อมิตตา (๒๘) มัชฌะตา = ผู้เป็นกลาง ๆ (๒๙) ติรัจฉา (๓๐) เปติกา (๓๑) เปตา (๓๒) อสุระกายา (๓๓) เปตาวัตถุโย (๓๔) เปตวิเสยยา (๓๕) วินิปาติกา = ผู้มีอัตตภาพ

อานิสงส์ : ถ้าท่านสวด ณ ที่ใด จะสามารถป้องกันภัยธรรมชาติ ณ บ้านนั้น ตำบลนั้น อำเภอนั้น (ถ้าสวดกันทั้งหมู่บ้านจักป้องกันภัยธรรมชาติได้)

ถ้าผู้สวดเป็นผู้มีกำลังสมาธิปานกลางก็สามารถส่งกำลังเมตตา ได้มากถึง 1 โยชน์ (16 กิโล) ไปทุกทิศ

ถ้าผู้สวดเป็นผู้มีกำลังสมาธิมากก็สามารถส่งกำลังเมตตา ได้ถึงชั้นเทวดา และชั้นภพเบื้องล่าง ได้

**********************************************************


เมตตาพรัหมะวิหาระภาวนา พิสดาร (แบบย่อ)

เอวัมเม สุตังฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา สาวัตถิยัง วิหะระติ 
เชตะวะเน อะนาถะปิณฑิกัสสะ อาราเมฯ ตัตระ โข ภะคะวา ภิกขู 
อามันเตสิ ภิกขะโวติฯ ภะทันเตติ เต ภิกขู ภะคะวะโต ปัจจัสโสสุง
ภะคะวา เอตะทะโวจะ เมตตายะ ภิกขะเว เจโตวิมุตติยา 
อาเสวิตายะ ภาวิตายะ พะหุลีกะตายะ ยานีกะตายะ วัตถุกะตายะ
อะนุฏฐิตายะ ปะริจิตายะ สุสะมารัทธายะ เอกาทะสานิสังสา 
ปาฏิกังขาฯ กะตะเม เอกาทะสะฯ

(๑) สุขัง สุปะติ 
(๒) สุขัง ปะฏิพุชฌะติ
(๓) นะ ปาปะกัง สุปินัง ปัสสะติ
(๔) มะนุสสานัง ปิโย โหติ
(๕) อะมะนุสสานัง ปิโย โหติ
(๖) เทวะตา รักขันติ
(๗) นาสสะ อัคคิ วา วิสัง วา สัตถัง วา กะมะติ
(๘) ตุวะฏัง จิตตัง สะมาธิยะติ
(๙) มุขะวัณโณ วิปะสี ทะติ
(๑๐) อะสัมมุฬโห กาลัง กะโรติ
(๑๑) อุตตะริง อัปปะฏิวิชฌันโต พรัหมะโลกูปะโค โหติฯ

เมตตายะ ภิกขะเว เจโตวิมุตติยา อาเสวิตายะ ภาวิตายะ 
พะหุลีกะตายะ ยานีกะตายะ วัตถุกะตายะ อะนุฏฐิตายะ 
ปะริจิตายะ สุสะมารัทธายะ อิเม เอกาทะสานิสังสา ปาฏิกังขาฯ 

อัตถิ อะโนธิโส ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติ 
อัตถิ โอธิโส ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติ 
อัตถิ ทิสา ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติ

กะตีหากาเรหิ อะโนธิโส ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติ
กะตีหากาเรหิ โอธิโส ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติ
กะตีหากาเรหิ ทิสา ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติ

ปัญจะหากาเรหิ อะโนธิโส ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติ
สัตตะหากาเรหิ โอธิโส ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติ
ทะสะหากาเรหิ ทิสา ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติ

กะตะเมหิ ปัญจะหากาเรหิ อะโนธิโส ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติ
(๑) สัพเพ สัตตา สัพเพ ปาณา สัพเพ ภูตา สัพเพ ปุคคะลา
สัพเพ อัตตะภาวะปะริยาปันนา
อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุติ ฯ
อิเมหิ ปัญจะหากาเรหิ อะโนธิโส ผะระณา เมตตา เจโตวิมุตติฯ 


กะตะเมหิ สัตตะหากาเรหิ โอธิโส ผะระณา เมตตา เจโตวิมุตติฯ
(๒) สัพพา อิตถิโย สัพเพ ปุริสา สัพเพ อะริยา สัพเพ อะนะริยา 
สัพเพ จาตุมมหาราชิกาเทวา สัพเพ ตาวะติงสาเทวา 
สัพเพ ยามาเทวา สัพเพ ตุสิตาเทวา สัพเพ นิมมานะระตีเทวา 
สัพเพ ปะระนิมมิตะวะสะวัตตีเทวา สัพเพ อินทา 
สัพเพ พรหมา สัพเพ จตุโลกะปาลา สัพเพ ยมมะราชา 
สัพเพ ยะมะปาลา สัพเพ สิริคุตตะระอะมัจจา สัพเพ ยักขา 
สัพเพ กุมภัณฑา สัพเพ ครุทธา สัพเพ กินนรา สัพพา กินนะรี 
สัพเพ นาคา สัพเพ มะนุสสา สัพเพ อะมะนุสสา 
สัพเพ วิริยะปะติกา สัพเพ มิตตา สัพเพ อมิตตา 
สัพเพ มัชฌะตา สัพเพ ติรัฉฉา สัพเพ เปติกา สัพเพ เปตา 
สัพเพ อะสุระกายา สัพเพ เปตาวัตถุโย สัพเพ เปตวิเสยยา
สัพเพ วินิปาติกา
อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ ฯ
อิเมหิ สัตตะหากาเรหิ โอธิโส ผะระณา เมตตา เจโตวิมุตติฯ


กะตะเมหิ ทะสะหากาเรหิ ทิสา ผะระณา เมตตา เจโตวิมุตติฯ
(๑) สัพเพ ปุรัตถิมายะ ทิสายะ สัตตา ปาณา ภูตา ปุคคะลา 
อัตตะภาวะปะริยาปันนา  อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา 
สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ ฯ
(๒) สัพเพ ปัจฉิมายะ ทิสายะ สัตตา ปาณา ภูตา ปุคคะลา 
อัตตะภาวะปะริยาปันนา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา 
สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ ฯ
(๓) สัพเพ อุตตะรายะ ทิสายะ สัตตา ปาณา ภูตา ปุคคะลา 
อัตตะภาวะปะริยาปันนา  อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา 
สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ ฯ  (๔) สัพเพ ทักขิณายะ ทิสายะ 
สัตตา ปาณา ภูตา ปุคคะลา  อัตตะภาวะปะริยาปันนา
อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ ฯ 
(๕) สัพเพ ปุรัตถิมายะ อะนุทิสายะ สัตตา ปาณา ภูตา 
ปุคคะลา อัตตะภาวะปะริยาปันนา
อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ ฯ 
(๖) สัพเพ ปัจฉิมายะ อะนุทิสายะ สัตตา ปาณา ภูตา 
ปุคคะลา อัตตะภาวะปะริยาปันนา
อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ ฯ 
(๗) สัพเพ อุตตะรายะ อะนุทิสายะ สัตตา ปาณา ภูตา 
ปุคคะลา อัตตะภาวะปะริยาปันนา 
อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ 
(๘) สัพเพ ทักขิณายะ อะนุทิสายะ สัตตา ปาณา ภูตา 
ปุคคะลา อัตตะภาวะปะริยาปันนา
อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ ฯ 
(๙) สัพเพ เหฏฐิมายะ ทิสายะ สัตตา ปาณา ภูตา 
ปุคคะลา อัตตะภาวะปะริยาปันนา
อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ ฯ 
(๑๐) สัพเพ อุปะริมายะ ทิสายะ สัตตา ปาณา ภูตา 
ปุคคะลา อัตตะภาวะปะริยาปันนา
อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ ฯ 

(๑) สัพพา ปุรัตถิมายะ ทิสายะ อิตถิโย
อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ 
(๒) สัพพา ปัจฉิมายะ ทิสายะ อิตถิโย 
อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ 
(๓) สัพพา อุตตะรายะ ทิสายะ อิตถิโย 
อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ 
(๔) สัพพา ทักขิณายะ ทิสายะ อิตถิโย 
อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ 
(๕) สัพพา ปุรัตถิมายะ อะนุทิสายะ อิตถิโย 
อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ ฯ
(๖) สัพพา ปัจฉิมายะ อะนุทิสายะ อิตถิโย 
อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ ฯ 
(๗) สัพพา อุตตะรายะ อะนุทิสายะ อิตถิโย
อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ ฯ 
(๘) สัพพา ทักขิณายะ อะนุทิสายะ อิตถิโย 
อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ ฯ 
(๙) สัพพา เหฏฐิมายะ ทิสายะ อิตถิโย 
อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ ฯ 
(๑๐) สัพพา อุปะริมายะ ทิสายะ อิตถิโย 
อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ ฯ 

(๑) สัพเพ ปุรัตถิมายะ ทิสายะ ปุริสา อะริยา อะนะริยา 
จาตุมมหาราชิกาเทวา ตาวะติงสาเทวา ยามาเทวา ตุสิตาเทวา 
นิมมานะระตีเทวา ปะระนิมมิตะวะสะวัตตีเทวา อินทา พรหมา 
จตุโลกะปาลา ยมมะราชา ยะมะปาลา สิริคุตตะระอะมัจจา 
ยักขา กุมภัณฑา ครุทธา กินนรา กินนะรี นาคา มะนุสสา 
อะมะนุสสา วิริยะปะติกา มิตตา อมิตตา มัชฌะตา ติรัฉฉา 
เปติกา เปตา อะสุระกายา เปตาวัตถุโย เปตวิเสยยา วินิปาติกา
อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ ฯ 

(๒) สัพเพ ปัจฉิมายะ ทิสายะ ปุริสา อะริยา อะนะริยา 
จาตุมมหาราชิกาเทวา ตาวะติงสาเทวา ยามาเทวา ตุสิตาเทวา 
นิมมานะระตีเทวา ปะระนิมมิตะวะสะวัตตีเทวา อินทา พรหมา 
จตุโลกะปาลา ยมมะราชา ยะมะปาลา สิริคุตตะระอะมัจจา 
ยักขา กุมภัณฑา ครุทธา กินนรา กินนะรี นาคา มะนุสสา 
อะมะนุสสา วิริยะปะติกา มิตตา อมิตตา มัชฌะตา ติรัฉฉา 
เปติกา เปตา อะสุระกายา เปตาวัตถุโย เปตวิเสยยา วินิปาติกา
อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ ฯ

(๓) สัพเพ อุตตะรายะ ทิสายะ ปุริสา อะริยา อะนะริยา 
จาตุมมหาราชิกาเทวา ตาวะติงสาเทวา ยามาเทวา ตุสิตาเทวา
นิมมานะระตีเทวา ปะระนิมมิตะวะสะวัตตีเทวา อินทา พรหมา
จตุโลกะปาลา ยมมะราชา ยะมะปาลา สิริคุตตะระอะมัจจา 
ยักขา กุมภัณฑา ครุทธา กินนรา กินนะรี นาคา มะนุสสา 
อะมะนุสสา วิริยะปะติกา มิตตา อมิตตา มัชฌะตา ติรัฉฉา 
เปติกา เปตา อะสุระกายา เปตาวัตถุโย เปตวิเสยยา วินิปาติกา
อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ ฯ

(๔) สัพเพ ทักขิณายะ ทิสายะ ปุริสา อะริยา อะนะริยา 
จาตุมมหาราชิกาเทวา ตาวะติงสาเทวา ยามาเทวา ตุสิตาเทวา
นิมมานะระตีเทวา ปะระนิมมิตะวะสะวัตตีเทวา อินทา พรหมา 
จตุโลกะปาลา ยมมะราชา ยะมะปาลา สิริคุตตะระอะมัจจา ยักขา 
กุมภัณฑา ครุทธา กินนรา กินนะรี นาคา มะนุสสา อะมะนุสสา 
วิริยะปะติกา มิตตา อมิตตา มัชฌะตา ติรัฉฉา เปติกา เปตา 
อะสุระกายา เปตาวัตถุโย เปตวิเสยยา วินิปาติกา
อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ ฯ 

(๕) สัพเพ ปุรัตถิมายะ อะนุทิสายะ ปุริสา อะริยา อะนะริยา 
จาตุมมหาราชิกาเทวา ตาวะติงสาเทวา ยามาเทวา ตุสิตาเทวา 
นิมมานะระตีเทวา ปะระนิมมิตะวะสะวัตตีเทวา อินทา พรหมา 
จตุโลกะปาลา ยมมะราชา ยะมะปาลา สิริคุตตะระอะมัจจา ยักขา 
กุมภัณฑา ครุทธา กินนรา กินนะรี นาคา มะนุสสา อะมะนุสสา 
วิริยะปะติกา มิตตา อมิตตา มัชฌะตา ติรัฉฉา เปติกา เปตา 
อะสุระกายา เปตาวัตถุโย เปตวิเสยยา วินิปาติกา
อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ ฯ 

(๖) สัพเพ ปัจฉิมายะ อะนุทิสายะ ปุริสา อะริยา อะนะริยา 
จาตุมมหาราชิกาเทวา ตาวะติงสาเทวา ยามาเทวา ตุสิตาเทวา 
นิมมานะระตีเทวา ปะระนิมมิตะวะสะวัตตีเทวา อินทา พรหมา 
จตุโลกะปาลา ยมมะราชา ยะมะปาลา สิริคุตตะระอะมัจจา ยักขา 
กุมภัณฑา ครุทธา กินนรา กินนะรี นาคา มะนุสสา อะมะนุสสา 
วิริยะปะติกา มิตตา อมิตตา มัชฌะตา ติรัฉฉา เปติกา เปตา 
อะสุระกายา เปตาวัตถุโย เปตวิเสยยา วินิปาติกา
อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ ฯ

(๗) สัพเพ อุตตะรายะ อะนุทิสายะ ปุริสา อะริยา อะนะริยา 
จาตุมมหาราชิกาเทวา ตาวะติงสาเทวา ยามาเทวา ตุสิตาเทวา
นิมมานะระตีเทวา ปะระนิมมิตะวะสะวัตตีเทวา อินทา พรหมา
จตุโลกะปาลา ยมมะราชา ยะมะปาลา สิริคุตตะระอะมัจจา 
ยักขา กุมภัณฑา ครุทธา กินนรา กินนะรี นาคา มะนุสสา 
อะมะนุสสา วิริยะปะติกา มิตตา อมิตตา มัชฌะตา ติรัฉฉา 
เปติกา เปตา อะสุระกายา เปตาวัตถุโย เปตวิเสยยา วินิปาติกา
อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ ฯ

(๘) สัพเพ ทักขิณายะ อะนุทิสายะ ปุริสา อะริยา อะนะริยา 
จาตุมมหาราชิกาเทวา ตาวะติงสาเทวา ยามาเทวา ตุสิตาเทวา
นิมมานะระตีเทวา ปะระนิมมิตะวะสะวัตตีเทวา อินทา พรหมา
จตุโลกะปาลา ยมมะราชา ยะมะปาลา สิริคุตตะระอะมัจจา 
ยักขา กุมภัณฑา ครุทธา กินนรา กินนะรี นาคา มะนุสสา 
อะมะนุสสา วิริยะปะติกา มิตตา อมิตตา มัชฌะตา ติรัฉฉา 
เปติกา เปตา อะสุระกายา เปตาวัตถุโย เปตวิเสยยา วินิปาติกา
อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ ฯ

(๙) สัพเพ เหฏฐิมายะ ทิสายะ ปุริสา อะริยา อะนะริยา 
จาตุมมหาราชิกาเทวา ตาวะติงสาเทวา ยามาเทวา ตุสิตาเทวา
นิมมานะระตีเทวา ปะระนิมมิตะวะสะวัตตีเทวา อินทา พรหมา
จตุโลกะปาลา ยมมะราชา ยะมะปาลา สิริคุตตะระอะมัจจา 
ยักขา กุมภัณฑา ครุทธา กินนรา กินนะรี นาคา มะนุสสา 
อะมะนุสสา วิริยะปะติกา มิตตา อมิตตา มัชฌะตา ติรัฉฉา
เปติกา เปตา อะสุระกายา เปตาวัตถุโย เปตวิเสยยา วินิปาติกา
อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ ฯ

(๑๐) สัพเพ อุปะริมายะ ทิสายะ ปุริสา อะริยา อะนะริยา 
จาตุมมหาราชิกาเทวา ตาวะติงสาเทวา ยามาเทวา ตุสิตาเทวา
นิมมานะระตีเทวา ปะระนิมมิตะวะสะวัตตีเทวา อินทา พรหมา 
จตุโลกะปาลา ยมมะราชา ยะมะปาลา สิริคุตตะระอะมัจจา ยักขา 
กุมภัณฑา ครุทธา กินนรา กินนะรี นาคา มะนุสสา อะมะนุสสา 
วิริยะปะติกา มิตตา อมิตตา มัชฌะตา ติรัฉฉา เปติกา เปตา 
อะสุระกายา เปตาวัตถุโย เปตวิเสยยา วินิปาติกา
อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ ฯ


อิมัสมิง จะอาราเม สัพเพ สัตตา อะเวรา อัพยาปัชฌา 
อะนีฆา โหนตุ สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ ฯ

อิมัสสมิง ชมภูทีเป สัพเพ สัตตา อะเวรา อัพยาปัชฌา 
อะนีฆา โหนตุ สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ ฯ

อิมัสสมิง มังคลาจักกะวาเฬ สัพเพ สัตตา 
อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา โหนตุ สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ ฯ

ทะสาสุทิสาสุรัฐธิตายะ สัพเพ สัตตา อะเวรา 
อัพยาปัชฌา อะนีฆา โหนตุ สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ ฯ
อิเมหิ ทะสะหากาเรหิ ทิสา ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติฯ




สัพเพสัง สัตตานัง ปีฬะนัง วัชเชตวา 
อะปีฬะนายะ อุปะฆาตัง วัชเชตวา 
อะนุปะฆาเตนะ สันตาปัง วัชเชตวา 
อะสันตาเปนะ  ปะริยาทานัง วัชเชตวา 
อะปะริยาทาเนนะ วิเหสัง วัชเชตวา 
อะวิเหสายะ สัพเพ สัตตา อะเวริโน 
โหนตุ มา เวริโน สุขิโน  โหนตุมา 
ทุกขิโน สุขิตัตตา โหนตุ มา ทุกขิตัตตาติ 
อิเมหิ  อัฏฐะหากาเรหิ สัพเพ สัตเต 
เมตตายะตีติ เมตตาตัง ธัมมัง  เจตะยะตีติ
 เจโต สัพพะพยาปาทะปะริยุฏฐาเนหิ 
มุจจะตีติ วิมุตติ เมตตา จะ เจโตวิมุตติ 
จาติ เมตตาเจโตวิมุตติ ฯ
เมตตาพรัหมะวิหาระภาวนา นิฏฐิตาฯ

      ************