วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2552

กฎแห่งกรรมเล่มที่ 1 ท เลียงพิบูลย์

...


        เนื้อหา กฎแห่งกรรมเล่มที่ 1 ท เลียงพิบูลย์  
               อ่านโดยคุณเพ็ญศรี  อินทรทัต
ตอน  01 ทานชีวิต ปล่อยเต่าเขียนกำกับ
https://bit.ly/2Dt05Hm
ตอน 02 อารยะนคร ขับรถมาทางเกิน ลี้ หลับฝัน
https://bit.ly/2Ta0vbj
ตอน 03* สื่งหนึ่งในน้ำใจโจร ให้โจรอาศัยรถ
ตอน 04* ชะตากรรม 1 เรื่องจะตายเป็นศพไม่มีญาติ
whttps://bit.ly/2UaScfl
ตอน 04* ชะตากรรม /เรื่องจะตายเป็นศพไม่มีญาติ 

https://bit.ly/2WgKORl
ตอน 05 ปัญหาชีวิต วิญญาณพ่อที่ตายมาสอนลูก 
https://bit.ly/2Dvx5Pf
ตอน 06 บทเรียนชีวิตจะไปญี่ปุ่นแต่มีเด็กมาขอเงินช่วยพ่อ
https://bit.ly/2Tg5ZkV
ตอน 07* มรดกชิ้นสุดท้าย 1 เอาโฉนดไปจำนองนาย    
https://bit.ly/2B0zEaF
ตอน 07* มรดกชิ้นสุดท้าย 2 เอาโฉนดไปจำนองนาย
https://bit.ly/2HuMLGv
ตอน 08* นึกไมถึง  ไปเพชรบุรีเพื่อนมีเรื่องกับเจ้าถิ่น
  
https://bit.ly/2MsUDr1
ตอน 09  กุศลสะท้อน ลูกตกน้ำไม่ตาย

https://bit.ly/2DuWGYC
ตอน 10  ครั้งหนึ่งในชีวิต(๑-๔)  ท่านลุงที่เคยพาไปเที่ยว     
                  การตัดเหล้าและฝันหาท่านลุงตอนป่วย
https://bit.ly/2RNa0QU
ตอน 10  ครั้งหนึ่งในชีวิต(2) 
https://bit.ly/2S2N9QJ
ตอน 10  ครั้งหนึ่งในชีวิต(3) 
https://bit.ly/2Ue7nEn
ตอน 10  ครั้งหนึ่งในชีวิต(4) 

https://bit.ly/2FJ72Xi
 ตอน 11  ความดีที่ไม่สูญ  เที่ยวตรุษจีนรถเสีย มีคนช่วย
https://bit.ly/2CIpdZ9
ตอน 12  คนมีบาป (๑) ฆ่าเพื่อนรักเพื่อหวังทรัพย์
https://bit.ly/2RP1P6D
ตอน 12  คนมีบาป (๒) ฆ่าเพื่อนรักเพื่อหวังทรัพย์
https://bit.ly/2CIpdZ9
ตอน 12  คนมีบาป (๓) ฆ่าเพื่อนรักเพื่อหวังทรัพย์
https://bit.ly/2R77GiF
ตอน 12  คนมีบาป (๔) ฆ่าเพื่อนรักเพื่อหวังทรัพย์
https://bit.ly/2sM4EX3
ตอน 13  ความดีที่เป็นมงคล  ลุกขึ้นให้แม่ชีนั่งแต่เถ้าแก่
                แย่งนั่งแล้วเกิดอุบัติเหตุบาดเจ็บ
https://bit.ly/2T5sKI1
ตอน 14 นอกฝัน 1 เป็นเรื่องเหมือนฝันอีกโลกที่เหมือนจริง
ตอน 14  นอกฝัน 2 เป็นเรื่องเหมือนฝันอีกโลกที่เหมือนจริง
https://bit.ly/2WdX84Q
ตอน  15 สร้างทุกข์ กู้เงินแต่งงานเกินตัว
https://bit.ly/2Wf3ill
ตอน  16  สร้างกรรม ขับรถบรรทุกชอบแกล้งรถคันอื่น
https://bit.ly/2Re6tWU
ตอน  17 เหตุเกิดเมื่อหลบฝนพ่อตีลูกที่ห้ามไม่ให้เล่นฝน


https://bit.ly/2FJJP7t
ตอน  18  เวร  แค้นอยากฆ่าคน ปรึกษาพระเล่า(พุ่ม-เจียม)
https://bit.ly/2TaTuXs
ตอน  19  วัยรุ่น ลูกชายจะถูกรับน้องใหม่คิดตัวเองตอนเด็ก
https://bit.ly/2RHiZ66
ตอน 20  เสียสัตย์  โหดกับช้างฆ่าควาน
ตอน  21 คนบ้านนอก ๑ ดูถูกที่มีแม่เป็นคนบ้านนอก ผล
ตอน  21 คนบ้านนอก ๒ ดูถูกที่มีแม่เป็นคนบ้านนอก ผล
https://bit.ly/2WezWDF
ตอน* 22  คู่ปรับ ๑ ซื้อรถใหม่ และดูถูกรถเก่า
https://bit.ly/2WesoAI
ตอน* 22  คู่ปรับ ๒  ซื้อรถใหม่ และดูถูกรถเก่า
https://bit.ly/2Wdg2sy
ตอน 23  ความบริสุทธิ์ เที่ยวงานวัดเล่นตกเบ็ดจะถูกรุม
https://bit.ly/2HwiDdV
ตอน 24  วันเกิด รับศีลกับพุทธรูปทุกสัปดาห์  เพื่อนก็ชวน
               เที่ยวปฏิเสธ รถคว่ำวิญญาณมาหา
https://bit.ly/2RMAv90
ตอน 25 ทางผิด  ๑ ลูกหลานคนจีนที่มารวยในไทย มีอนาคตต่างกันเพราะนิสัย
https://bit.ly/2FIWvLD
ตอน 25 ทางผิด    ส่งตัวกลับจีนให้นับเงินวันสุดท้ายมอบให้เป็นรางวัล

https://bit.ly/2HupHrC
ตอน 25 ทางผิด 
https://bit.ly/2R7g41D
ตอน 26 มัจุราชเอื้อมไม่ถึง นายอำเภอจะไปรับตำแหน่ง
            เพื่อนสามคนชวนไปเลี้ยงข้าว แต่ขึ้นเรือก่อน ไม่ตาย
https://bit.ly/2WeVH6f
ตอน  27  วิญญาณกตัญญู บัวผันในโรงแรม
https://bit.ly/2RLHCib
ตอน  28   คิดสั้น ผีชวน หญิงสาวจะฆ่าคัวตายพระมาช่วย
https://bit.ly/2B2yzPk
ตอน  30   เพื่อนร่วมตาย๑ ลุงชมกับลุงบัว
ตอน  30 เพื่อนร่วมตาย๒ ลุงชมกับลุงบัว
https://bit.ly/2FVLyFQ
ตอน  31   สายโลหิต๑ ลูกชายไปเที่ยวสงกรานต์เกิด
                 อุบัติเหตุ 
https://bit.ly/2S5VwuT
ตอน  31   สายโลหิต๒ ลูกชายไปเที่ยวสงกรานต์เกิด
                 อุบัติเหตุ 
https://bit.ly/2DwClCl
ตอน  32 เข้าพรรษา  การงดอบายมุข โดยเฉพาะความโกรธ
https://bit.ly/2DwEduT
ตอน  33  ผู้เห็นไกล 1พาแฟนไปห้างผ้าเงินไม่พอ เกิดดี สืบ
               พันธุ์ดี  ตายดี

https://bit.ly/2UdUF8N
ตอน  33  ผู้เห็นไกล 2พาแฟนไปห้างผ้าเงินไม่พอ เกิดดี สืบ
               พันธุ์ดี  ตายดี

https://bit.ly/2S8KG7e
ตอน  34  ความกรุณาปรานี หมอไปเรียนอินเดียขาดเงิน
                วิศวกรแขกช่วยเงิน

https://bit.ly/2FLhMV2
ตอน  35  กีฬาที่ผิดศีล สาเหตุการเลิกฆ่าสัตว์
https://bit.ly/2AYOX3y
ตอน  36  สวรรค์ของคนบาป 1 คนโกงที่ดินชาวบ้านรับกรรม  ตกนรกทั้งเป็นนอนบนโคลน
https://bit.ly/2DvGvu5
ตอน  36  สวรรค์ของคนบาป2
https://bit.ly/2AYP6E8
ตอน  36  สวรรค์ของคนบาป 3
https://bit.ly/2FLctF4
ตอน  36  สวรรค์ของคนบาป 4

https://bit.ly/2Ud6got
ตอน  37  เด็กข้างถนน ๑ หลวงพี่สลัดดำทำให้เขาได้ลูก
https://bit.ly/2Hw926V
ตอน  37  เด็กข้างถนน ๒  หลวงพี่สลัดดำทำให้เขาได้ลูก
https://bit.ly/2FHYqQR
ตอน  37  เด็กข้างถนน ๓  หลวงพี่สลัดดำทำให้เขาได้ลูก
ตอน  38  คติธรรมครบร้อยวัน ท เรียงพิบูลยและประวัติ

วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2552

ธรรมมะหลวงปู่เกษม และองค์อื่น

...
“อิทัง กุศลกัมมัง มยา กะตัง”
กรรมอันเป็นกุศลนี้ อันข้าพเจ้าได้กระทำแล้ว ขอจงเป็นปัจจัย ให้ข้าพเจ้ามีความสุขกายสบายใจ แม้นจะคิดสิ่งใด ก็ขอให้สมปรารถนาทุกประการ

ขอให้ข้าพเจ้ามีอายุยืนยาว และขอให้พ้นจากโรคภัยให้เจ็บ ทุกประการด้วยเถิด

ประการหนึ่ง ด้วยเดชะบุญอันข้าพเจ้าได้กระทำนี้ ข้าพเจ้าเกิดมาภพใด ชาติใด ก็ขอให้เกิดพระพุทธศาสนา ของพระพุทธเจ้าทุกชาติ และขอให้พบนักปราชญ์เจ้า ผู้ใจบุญ ขอให้รู้คุณวิเศษ แท้ดีหลีเถิด

ประการหนึ่ง ข้าพเจ้าเกิดมาภพใดก็ดี ข้าพเจ้าขออย่าได้พบกรรมอันไม่ดีทุกชาติและขอให้ข้าพเจ้าได้เว้นจากบาป ความชั่วร้ายทุกชนิดเถิด

ประการหนึ่ง ด้วยบุญที่ข้าพเจ้าได้กระทำมานี้ ข้าพเจ้ายังท่องเที่ยวไปมาในวัฏฏสงสารหลายกำเนิด ยังไม่ได้ถึงพระนิพพานเจ้านั้น ข้าพเจ้าขอตั้งความปราถนา ได้มีใจมั่นคงทุกชนิดและข้าพเจ้าเกิดมาชาติใด มีอะไรขอให้เสมอใจทุกประการ

และขอให้ข้าพเจ้าได้ฟังธรรมทุกชนิดขอให้ได้ทำบุญให้ทาน รักษาศีล ภาวนา ทุกชนิดและขอให้พ้นจากกิเลส บาป ความชั่วร้ายทั้งมวล เที่ยงแท้ด้วยเถิดและขอให้ข้าพเจ้า ได้ถึงนิพพาน อันเป็นสุดยอดของความสุขทั้งปวงด้วยเถิด

คำปราถนา (ผาถนา) ของข้าพเจ้ามีดังนี้แล้ว
ขอให้สมปณิธาน ที่ข้าพเจ้าได้ตั้งไว้อย่าได้คลาดแคล้วสูญหาย เที่ยงแท้แด่เทอญนิพพาน

ปัจจะโย โหตุ เม นิจจัง (ว่า 3 หน)

สวัสดี
พระภิกษุเกษม เขมโก
พุทธศักราช 2506

**************


(ลายมือหลวงพ่อเกษม เขมโก)
 

พระนิพพาน
ความรู้พิเศษ

พระนิพพานเปรียบเมือนคุณของอากาศ
อธิบายว่า อากาศมีคุณอยู่ 10 ประการ คือ.....................

๑. ไม่รู้จักเกิด
๒. ไม่รู้จักแก่
๓. ไม่รู้จักตาย
๔. ไม่จุติ...............
๕. ไม่กลับเกิดอีก
๖.  ใครจะข่มเหง ลักลอบเอาไปไม่ได้
๗. เป็นของดำรงค์สภาพไว้ได้โดยไม่อาศรัยอะไร
๘.   สำหรับฝูงนกบินไปมา
๙. ไม่มีอะไรมากางกั้น แล
๑๐. ที่สุดไม่ปรากฏ

................
.ท่องไปสอบวันอาทิตย์นี้....
(สวัสดี)

***********


หลวงพ่อเกษมปลงอายุสังขาร

 

รายการอายุขัย
 ๑. .....ห้ามทำปราสาท
 ๒...... ห้ามมีฆ้องกลองทุกอย่าง....เครื่องฉาย ก็ไม่ได้
           ห้ามมีบอกไฟทุกชนิด....(เขาเอามาช่วยก็ไม่ได้
           สิ่งเหล่านี้ไม่สมควรเหมาะสมกับสมณะกัมมัฏฐาน...
           ให้ทำตามที่เขียนบอกนี้ดีมาก

           กฏอัยการมัจจุราช


ธรรมมะข้างฝาหลวงพ่อเกษม ที่ให้ศิษย์เขียน

 

      ๑ สุภาษิต
          โกธํ  สาธุ  วิโนเทติ
         - บุคคลบรรเทาความโกรธเสียได้เป็นดี

           ชีวนฺโต สุขํ ทิเน  สภามิหํ....
         - ข้าเป็นอยู่ ย่อมได้ความสุข..........

           ชิ คัจฉา  ปรมาทุกขา........
         - ความหิว เป็นทุกข์อย่างยิ่ง

             ปวดฟันอด
             งดการเป่า

             มาไหว้ทำไม มีแต่ขี้ไคล
             ไม่แปลกอะไรพระไทยเหมือนกัน
             ไม่ใช่ฝรั่งเยอรมัน
             เมดอินไทยแลนด์


--------------------------------------------------------------------
 พระในอุดมคติของหลวงพ่อเดิม
ไปขอเขากิน           เรียกว่า         บิณทบาตรโปรดสัตว์
กินแล้วนั่งหลับตา             เรียกว่า         ภาวนาปฏิบัติ
ถ้ากินแล้วหลับสนิท          เรียกว่า         บำเพ็ญกิจวัตร
พูดมากน่ารำคาญ            เรียกว่า         เชี่ยวชาญปริยัติ
เข้าป่าหลายปี                  เรียกว่า         มีดีกรีชะมัด
พอออกจากดง                 ก็ประสงค์จะสร้างวัด
บอกคนโน้นคนนี้              มาลงบัญชีเสียอัฐ
บอกเลขบอกหวย             หวังรวยทางลัด
พอได้ที่มีสถาน                 หวังเป็นสมภารเจ้าวัด
แจกเครื่องรางของขลัง       หวังจะดังเหมือนจุดประทัด
พอมีเงินมีทอง                  ก็คิดจะครองคฤหัสถ์
เห็นสีกงสีกา                    ก็ทำท่าอยากจะฟัด
พอสิกขาลาเพศ                ก็กลายเป็นเปรตอยู่ข้างวัด






วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2552

เกี่ยวกับความเป็นมาของมุตโตทัย

...
ความเป็นมาของมุตโตทัย
พระอริยคุณาธาร (เส็ง ปุสฺโส)
http://www.dharma-gateway.com/monk/monk_biography/lp-mun/lp-mun-hist-06-04.htm

สมัยที่อยู่วัดป่าบ้านหนองผือนั้น เวลาได้ฟังท่านพระอาจารย์พูดคำใดซ้ำแล้วซ้ำอีก เป็นที่พอใจ ผู้เล่าก็จะนำมาเขียนซ้ำ แม้แต่ท่านอาจารย์วิริยังค์ ท่านอาจารย์วัน ก็มีความคิดแนวเดียวกัน ทั้ง 2 องค์ เขียนแล้วก็เอามาวางไว้ให้ข้างที่นอนของผู้เล่า เป็นลักษณะคล้ายๆ กับบันทึกความเข้าใจ หรือบันทึกความจำเพื่อกันลืม
เหตุที่มาเป็นหนังสือมุตโตทัยนั้น เนื่องจากเจ้าคุณพระอริยคุณาธาร (เส็ง ปุสฺโส) ขณะนั้นท่านเป็นรองเจ้าคณะภาค ท่านมาตรวจราชการ และได้ไปกราบนมัสการท่านพระอาจารย์มั่น ท่านพักอยู่ 3 คืน ที่กุฏิของผู้เล่า ตอนพักกลางวันท่านไปเห็นบันทึกนี้ก็เลยเอามาอ่าน พออ่านเสร็จ เราก็ขึ้นไปปฏิบัติท่านเจ้าคุณฯ เพราะเคยเป็นลูกศิษย์ท่าน ท่านสอนบาลีให้
ท่านเจ้าคุณฯ ถามว่า "อันนี้ใครเขียนล่ะ"
"เขียนหลายคนขอรับกระผม"
"มีใครบ้าง"
"มีกระผม ท่านอาจารย์วิริยังค์ และท่านอาจารย์วัน ขอรับกระผม"
"เออ...ดีมาก เราจะเอาไปพิมพ์"
"แล้วแต่ท่านเจ้าคุณ ขอรับกระผม"
ด้วยความเคารพ เพราะท่านมีบุญคุณ
ท่านจากไปประมาณสักสามเดือน ก็มีห่อหนังสือส่งมา ในนามของท่านพระอาจารย์มั่น ผู้เล่านำไปถวายท่าน
"อะไรนั่น" ท่านพระอาจารย์ถาม
"กระผมก็ยังไม่ทราบ เพราะยังไม่ได้เปิดดู แต่ว่าคล้ายๆ กับหนังสือ"
"เปิดดูซิ"
คือ ลักษณะนิสัยของท่านพระอาจารย์มั่นนั้น ท่านไม่ให้พูดตรงๆ ถ้ายังไม่ได้ดูเสียก่อน ไม่ให้พูดว่าอะไรอยู่ข้างใน เราจะไปบอกว่า หนังสือ ท่านไม่เอา
แม้แต่เครื่องใช้ไม้สอยบริขารที่ผู้เล่าเป็นพระภัณฑาคาริก (ผู้มีหน้าที่รักษาคลังเก็บพัสดุของสงฆ์ -ภิเนษกรมณ์) เวลาพระสงฆ์ไปขอสบง จีวร เพื่อผลัดเปลี่ยนน่ะ
ท่านจะถามว่า "ว่ายังไง ทองคำ มีไหม"
ก็ต้องบอกว่า "กระผมยังไม่ได้ดู จะลองไปดูเสียก่อน อาจจะมีก็ได้"
ต้องพูดอย่างนั้น ถ้าเราจะไปรับโดยตรงอ๋อมี มีถมไป มีเยอะแยะน่ะแหละ เดี๋ยวท่านตะเพิดเอา ท่านไม่ให้พูดตรงๆ ท่านให้พูดด้วยสติปัญญา ลักษณะคล้ายๆ กับพูดเลียบๆ เคียงๆ ไป ถ้าพูดเลียบเคียง ท่านก็ทราบเองว่า ของนั้นอยู่ แล้วเราก็เชื่อมั่นว่ามันมี แต่ถ้าเรายังสงสัยว่ามีอยู่ ก็ต้องบอกว่า
"ขอโอกาส ครูบาอาจารย์ กระผมยังสงสัยอยู่ ขอไปดูเสียก่อน" ต้องบอกว่ายังสงสัยอยู่
ถ้ามีก็บอก "กระผมยังไม่ได้เปิดดู อาจจะมีก็ได้"
ที่ท่านให้พูดอย่างนั้นน่ะเป็นคำสอน เพื่อฝึกสติปัญญาของสานุศิษย์ ให้มีสติด้วย ให้มีปัญญาด้วย ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้น คำที่เราพูดออกไป ถ้าจะเป็นโทษแก่เราถึงขึ้นโรงขึ้นศาล เราก็สามารถที่จะเอาตัวรอดได้ เพราะฉะนั้นท่านถึงไม่ให้พูดตรง
เหมือนอย่างเราพูดว่า "ท่านครูบาอาจารย์ วันนี้ได้ปลานำมาใส่บาตรนะ นิมนต์ท่านฉันลาบ ฉันก้อยนะ"
พระฉันไม่ได้ ผิดพระวินัย เพราะออกชื่อโภชนะทั้งห้า ท่านคงจะถือหลักนี้แหละ
หลังจากท่านรับหนังสือมาแล้วจึงเปิดดู
"เอ เราเคยได้ยินเจ้าคุณอุบาลีฯ พูดว่า คุณมั่นเธอเทศนาด้วยภาษามุตโตทัย เป็นมุตโตทัย ภาษามุตโตทัยเป็นคำพูดของเจ้าคุณอุบาลีฯ แล้วทำไมจึงมาเป็นชื่อหนังสืออันนี้ล่ะ ได้มาจากไหน"
ผู้เล่า "ท่านเจ้าคุณอริยคุณาธารไปค้นพบจากที่นอนของกระผม"
ท่านฯ "ใครเขียนล่ะ"
ผู้เล่า "เขียนหลายรูป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ ท่านอาจารย์วิริยังค์ เพราะท่านเป็นผู้นำในการเขียน พวกกระผมก็ได้เขียน ท่านวันก็ได้เขียน ผิดถูกขอโอกาสครูบาอาจารย์ กระผมยอมรับผิดทุกอย่าง"
หลังจากท่านฉันจังหันเสร็จ ท่านก็เข้าห้อง ผู้เล่าก็ขึ้นไปปฏิบัติท่าน นำหนังสือขึ้นไปถวาย เป็นเวลาที่ท่านจะต้องพัก แต่ท่านไม่พัก อ่านต่อจนกระทั่งถึงเวลาที่ท่านฉันน้ำชา ผู้เล่าขึ้นไปทำข้อวัตร ท่านก็บอกว่า
"เออ ดีเหมือนกันนะ เป็นเทศนาคำย่อ ผู้มีปัญญาพิจารณาได้" ท่านว่าอย่างนั้น
พระอาจารย์วิริยังค์
หนังสือมุตโตทัยที่พิมพ์แจกในงานถวายเพลิงศพของท่านพระอาจารย์มั่นนั้น ก็มีของท่านอาจารย์วิริยังค์เป็นบทนำ ต่อจากนั้นก็เป็นของหลวงตาทองคำเป็นอันดับ 2 อันดับ 3 คือ ท่านอาจารย์วัน ท่านทั้งหลายที่ได้อ่านหนังสือมุตโตทัย ก็คือหนังสือที่ท่านพระอาจารย์มั่นได้ตรวจทานแล้ว เป็นของที่ท่านยอมรับแล้วว่า ดีอยู่ เพราะว่าเทศนาเป็นคำย่อ แต่ผู้มีปัญญาก็พิจารณาได้
ท่านมักจะพูดเสมอเรื่องค่าของศูนย์ ท่านเปรียบถึงพระนิพพาน นิพฺพานํ ปรมํ สุญญํ พระนิพพานเป็นสูญอย่างยิ่ง
"ศูนย์ทำไมจึงมีอยู่ ทองคำ ลองเขียนดูซิ"
1-2-3-4-5-6-7-8-9-0 ธรรมดาเลขนั้นมีอยู่เก้าตัวใช่ไหม ที่มันนับได้ บวกลบคูณหารกันได้ ส่วนเลขศูนย์มันอ่านได้ มันมีอยู่แต่ไม่มีค่า ฉะนั้นเอาไปบวกลบคูณหารกับเลข 1 ถึง 9 ก็ไม่ทำให้เลขจำนวนนั้นมีค่าสูงขึ้น แต่ศูนย์ก็ยังมีอยู่ เมื่อนำไปต่อกับเลขอื่น เช่น 1 ก็จะกลายเป็น 10 แต่ศูนย์อยู่ตามลำพังก็จะไม่มีค่า
เปรียบเหมือน ฐิติภูตัง คือ จิตดวงเดิมที่มีอยู่เป็นอยู่ แต่ถูกห่อหุ้มด้วยอวิชชา ตัณหา อุปาทาน เมื่อชำระด้วย ศีล สมาธิ ปัญญาแล้ว เป็นฐิติญาณัง จิตคือผู้รู้ว่าสูญจากอาสวะ และรู้ว่าสูญจากอาสวะก็เป็นบรมสุข พ้นจากทุกข์ทั้งปวง ดังคำว่า นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง เป็นคู่กันกับ นิพฺพานํ ปรมํ สุญญํ
พระพุทธเจ้ารวมทั้งพระสาวก หลายหมื่นหลายแสนองค์ เข้าสู่พระนิพพาน เพราะพระนิพพานไม่มีที่เต็ม ว่างอยู่ตลอด อย่ากลัวพระนิพพานเต็ม พวกเราจงเร่งไปสู่พระนิพพานเหมือนกับพระพุทธเจ้าเถิด พระนิพพานไม่เต็มหรอก ท่านว่าอย่างนั้น
มีแต่พวกขี้เกียจ กุสิโต หีน วิริโย ท่านพูดเป็นภาษาบาลี
ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย ไม่มีที่สิ้นสุด แก้ให้ตกเน้อ แก้บ่ตกคาพาเจ้าไว้ แก้บ่ได้แขวนคำนำต่องแต่ง แก้บ่พ้นคาก้นย่างยาย คาย่างยายเวียนตายเวียนเกิด เวียนเอากำเนิดในภพทั้งสาม ภาพทั้งสามเป็นเฮือนเจ้าอยู่ ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตายไม่มีที่สิ้นสุด
เหมือนกับศัพท์บาลีที่ว่า สงฺสาเร อนมตฺตคฺเค ในสงสารมีเบื้องต้นและที่สุด อันใครๆ ก็ตามไปรู้ไม่ได้แล้ว นอกจากพระสัพพัญญูเจ้าเท่านั้นจะรู้ได้ เพราะอาศัยอะไร เพราะอาศัยอวิชชาตัวนี้แหละหุ้มห่อ จึงไม่รู้
เวลาท่านมีอารมณ์สนุกๆ ก็จะพูดกับพวกเรา ด้วยภาษาพื้นๆ ธรรมดา ไม่ใช่ว่าท่านจะพูดพร่ำเพรื่อ บางทีท่านอาจจะพิจารณาว่า บุคคล สถานที่ วัตถุ นั่นล่ะ เรายังไม่ได้พูดให้ใครฟัง ท่านก็จะถือโอกาสจังหวะเวลานั้นพูด เกี่ยวกับพระแก้วมรกตเอย เกี่ยวกับพระนครปฐมเอย อะไรทำนองนี้

****
หมายเหตุคำอธิบายเรื่องหนังสือมุตโตทัย
http://loungpu.th.gs/web-l/oungpu/webpage/pl.html

จากคำชี้แจงของหนังสือแจกในงานฌาปนกิจศพ
ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถร

ในงานฌาปนกิจศพ ท่านอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถร คณะศิษยานุศิษย์ผู้ใหญ่ซึ่งมี เจ้าพระคุณ พระธรรมเจดีย์เป็นประธาน ได้ประชุมปฤกษาหารือการศพ ตกลงให้มีการรวบรวมประวัติ ธรรมเทศนา บทประพันธ์ และบทบรรยาย ของท่านอาจารย์ที่ยังกระจัดกระจายกันอยู่ มาพิมพ์รวมกัน เพื่อแจกเป็นมรดกแก่ศิษยานุศิษย์ทั่วถึงกันและเผื่อแผ่แก่สาธุชนทั่วไปที่ได้มาร่วมงานในการศพ หรือมิได้มาก็ดี จะได้เป็นอนุสรณ์กรณียวัตถุ ระลึกถึงท่านอาจารย์ไปตลอดกาลนานด้วย ที่ประชุมตกลงมอบภาระนี้แก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็เต็มใจรับภาระจัดทำตามประสงค์เพื่อสนองพระคุณของคุณครูบาอาจารย์ ผู้ประทานแสงสว่างทางจิตต์แก่ข้าพเจ้า

ในการเรียบเรียงประวัติของท่านอาจารย์ ได้อาศัยบันทึกคำบอกเล่า ของท่านอาจารย์ ตามที่พระภิกษุทองคำ ญาณภาโส บันทึกไว้ กับอาศัยปฤกษาไต่ถามท่านเทศ เทสรังสี ศิษย์พระผู้ใหญ่รูปหนึ่ง ซึ่งมีโอกาสได้ติดตามท่านอาจารย์ไปถึงเชียงใหม่ ได้อยู่ในสำนักท่านอาจารย์มากกว่าศิษย์อื่น และความจดจำของข้าพเจ้าเองประกอบกัน แม้ข้าพเจ้าจะได้อยู่ในสำนักท่านอาจารย์ชั่วเวลาน้อย ท่านอาจารย์ก็ได้บอกเล่าเรื่องอะไรต่ออะไรแก่ข้าพเจ้ามิใช่น้อย ชะรอยท่านจะเล็งเห็นว่า ข้าพเจ้าจะได้เขียนชีวประวัติของท่านในกาลอวสานก็อาจเป็นได้ ชีวะประวัติของท่านอาจารย์ที่เรียบเรียงนี้ ก็ไม่หมดสิ้น เนื่องจากมีเวลาน้อย หวังว่าคงได้รับอภัยจากศิษยานุศิษย์ทั้งหลายทั่วกัน

พระธรรมเทศนาของท่านอาจารย์ ได้รวบรวมพิมพ์แล้วชุดหนึ่ง ซึ่งให้ชื่อว่ามุตโตทัย ในการพิมพ์ครั้งแรก ข้าพเจ้าบอกเหตุผลที่ให้ชื่อนี้ไว้แล้ว ผู้พิมพ์ต่อๆมาไม่รักษาคำนำเดิมไว้ จึงเป็นเหตุให้เกิดปัญหาว่า ชื่อนี้หมายความอย่างไร ? เป็นต้น จึงขอแถลงไว้ในที่นี้ เพื่อผู้พิมพ์ต่อไปจะได้ทราบเหตุผลและบอกไว้.

การที่ให้ชื่อธรรมเทศนา ของท่านอาจารย์ที่รวบรวมพิมพ์ชุดแรกว่ามุตโตทัยนั้น อาศัยคำชมของเจ้าพระคุณ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจันทเถร จันทร์) เมื่อคราวท่านอาจารย์แสดงธรรมว่าด้วย มูลกรรมฐาน ณ วิหารหลวงเชียงใหม่ว่า ท่านอาจารย์แสดงธรรมด้วยมุตโตทัย เป็นมุตโตทัย คำนี้ท่านอาจารย์นำมาเป็นปัญหาถามในที่ประชุมพระภิกษุเปรียญหลายรูป ซึ่งมีข้าพเจ้าร่วมอยู่ด้วย ในคราวที่ท่านมาพักกับข้าพเจ้าที่วัดป่าสุทธาวาส จังหวัดสกลนคร ข้าพเจ้าทราบความหมายของคำนั้นแล้ว แต่เห็นว่าเป็นอสาธารณนัย จึงกล่าวแก้ทางใจ ทันใดนั้นท่านก็พูดขึ้นว่าข้าพเจ้าแก้ถูก ซึ่งทำความประหลาดใจให้แก่ภิกษุทั้งหลายมิใช่น้อย ต่างก็มารุมถามข้าพเจ้าว่า หมายความว่าอย่างไร? ข้าพเจ้าบอกให้ทราบแก่บางองค์เฉพาะที่น่าไว้ใจ คำว่า มุตโตทัย มีความหมายเป็นอสาธารณนัยก็จริง แต่อาจเป็นความหมายมาเป็นสาธารณนัยก็ได้ จึงได้นำมาใช้เป็นชื่อธรรมเทศนาของท่านอาจารย์ โดยมุ่งให้มีความหมายว่า เป็นธรรมเทศนาชี้บอกแนวทางปฏิบัติให้บังเกิดความหลุดพ้นจากกิเลส อาสวะ ซึ่งถ้าจะแปลสั้นๆ ก็ว่า แดนเกิดแห่งความหลุดพ้น นั่นเอง

ธรรมเทศนาชุดแรกนี้ พระภิกษุวิริยัง กับพระภิกษุทองคำเป็นผู้บันทึกในสมัยท่านอาจารย์อยู่จำพรรษา ณ เสนาสนะป่าบ้านโคกนามน ตำบลตองโขบ อำเภอเมืองสกลนคร และตอนแรกไปอยู่เสนาสนะป่าบ้านหนองผือ ตำบลนาใน อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ข้าพเจ้ารับเอาบันทึกนั้นพร้อมกับขออนุญาตท่านอาจารย์พิมพ์เผยแผ่ ท่านก็อนุญาตและสั่งให้ข้าพเจ้าเรียบเรียงเสียใหม่ให้เรียบร้อย ตัดส่วนที่ไม่ควรเผยแผ่ออกเสียบ้าง ข้าพเจ้าก็ได้ปฏิบัติตามนั้นทุกประการ ถึงอย่างนั้นก็ยังมีที่กระเทือนใจผู้อ่านอยู่บ้าง จึงขอชี้แจงไว้ในที่นี้ คือข้อที่ว่า พระสัทธรรม เมื่อเข้าไปประดิษฐานในสันดานของปุถุชนแล้ว ย่อมกลายเป็นของปลอมไปนั้น หมายความว่าไปปนเข้ากับอัธยาศัยอันไม่บริสุทธิ์ เมื่อแสดงออกแก่ผู้อื่น ก็มักมีอัธยาศัยอันไม่บริสุทธิ์ปนออกมาด้วย เพื่อรักษาพระสัทธรรมให้บริสุทธิ์สะอาด คงความหมายเดิมอยู่ได้ ควรมีการปฏิบัติกำจัดของปลอม คืออุปกิเลสอันแทรกซึมอยู่ในอัธยาศัยนั้นให้หมดไป ซึ่งเป็นความมุ่งหมายของท่านผู้แสดงที่จะชักจูงจิตใจของผู้ฟังให้นิยมในสัมมาปฏิบัติยิ่งๆ ขึ้นไป ถ้าผู้ฟังมีใจสะอาด และเป็นธรรมแล้ว ย่อมจะให้สาธุการแก่ท่านผู้แสดงแน่แท้

ธรรมเทศนาของท่านอาจารย์ที่ พระภิกษุทองคำ ญาโณภาโส กับ พระภิกษุวัน อุตฺตโม จดบันทึกไว้ในปัจฉิมสมัย คือ ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๙๑ - ๒๔๙๒ ก่อนหน้ามรณสมัยเพียงเล็กน้อยนั้น ได้รวบรวมนำมาเรียบเรียงเข้าหมวดหมู่ เช่นเดียวกับครั้งก่อน
ธรรมเทศนาของท่านอาจารย์ทั้ง ๒ ชุดนี้ หากจะพิมพ์เผยแผ่ต่อไป ก็ควรพิมพ์รวมกันในนามว่า มุตโตทัย และควรบอกเหตุผล และผู้ทำดังที่ข้าพเจ้าชี้แจงไว้นี้ด้วย จะได้ตัดปัญหาในเรื่องชื่อ และที่มาของธรรมเทศนาด้วย

ส่วนบทประพันธ์ และบทธรรมบรรยายของท่านอาจารย์นั้น ปรากฏมีไว้ในสมุดของเก่าที่มอบไว้เป็นมรดกแก่พระภิกษุทองคำ ผู้อุปฐากใกล้ชิดในปัจฉิมสมัย บทประพันธ์นั้นคล้ายร่ายหรือกลอนแปด เป็นลายมือของท่านอาจารย์เขียนเอง และบอกไว้ตอนท้ายว่าท่านอาจารย์เป็นผู้แต่ง ครั้งอยู่วัดปทุมวัน พระนคร ส่วนธรรมบรรยายนั้น เขียนด้วยอักษรธรรม เป็นลายมือของท่านอาจารย์เหมือนกัน สังเกตดูเป็นของเก่า ท่านอาจารย์คงคัดย่อความเอามา มีอธิบายข้อธรรมในโสฬสปัญหาบ้าง อภิธรรมบ้าง อธิบายกรรมฐานบ้าง อธิบายวินัยกรรมบางอย่างบ้าง และที่สำคัญที่สุดคือ กำหนดคืบพระสุคตไว้ ซึ่งตรงกับพระมติของสมเด็จกรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ พระมหาสมณเจ้า ซึ่งเป็นมติที่ได้รับความรับรองในหมู่ผู้ปฏิบัติทางจิตต์ใจ อันศิษยานุศิษย์ควรได้รับเป็นมรดกทั่วถึงกัน

ในการลอกบทธรรมบรรยาย ซึ่งเป็นอักษรธรรมลงสู่อักษรไทยนั้น ได้อาศัยกำลังของพระภิกษุฉัตร โสมบุตร จิรบุญโญ โดยตลอด จึงจารึกนามเธอไว้ในที่นี้เพื่อเป็นที่ระลึกไปนานนาน

อนึ่งในการทำหนังสือนี้ ได้อาศัยกำลังกาย กำลังสติปัญญา และกำลังทรัพย์จากสาธุชนทั้งคฤหัสและบรรพชิตมากท่านหลายคนด้วยกัน สุดที่จะจารึกนามไว้ได้หมด จึงขอขอบคุณและอนุโมทนาไว้ในที่นี่ทั่วกัน


พระอริยคุณาธาร
เสนาสนะป่าเขาสวนกวาง ขอนแก่น
วันที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๓

*********

มุตโตทัยฉบับบันทึกโดยพระอาจารย์วิริยังค์ สิรินฺธโร
http://www.luangpumun.org/muttothai_main.html

*********

วันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

หลวงปู่คำคะนิงพบพระยายมราช

...
http://www.mindcyber.com/home/index.php?news=754
04 November, 2008 02:25:00 admin

หลวงปู่เล่าต่อไปว่า จิตวิญญาณของท่าน พอวูบวาบออกจากร่างไป ก็ไปรวดเร็วมากไม่สนใจใยดีร่างกายเดิมที่หมอบฟุบอยู่บนอาสนะเลย เหมือนคนเราถอดเสึ้อผ้าตัวเก่าทิ้งไว้แล้วไปใส่ชุดใหม่ไปเที่ยวนั่นแหละ สติของท่านตามจิตวิญญาณไป(ท่านผู้อ่านโปรดสังเกตนะครับว่า หลวงปู่คำคะนิงท่านแยก “สติ” ต่างหากกับ “จิตวิญญาณ” แต่ตามความเป็นจริงนั้น “สติ” ก็คือตัว “ญาณปัญญา” หรือ จิตฝ่ายกุศลนั่นเอง คือจิตในจิต)
“จิตวิญญาณของอาตมาไปอย่างรวดเร็วมาก เป็นลักษณะเดินไป แต่ไม่ได้สังเกตว่า จิตที่ไปนั้นมีร่างกายไปด้วยหรือเปล่า”
“อาตมาใช้สติตามไป สตินี้เป็นตัวปัญญาเบื้องสูง เป็นตัวบังคับบัญชาจิต สติของอาตมาตามจิตไป จะว่าจิตในจิตมันติดตามกันก็ได้”
จิตวิญญาณของท่านเดินไปแต่ไปอย่างรวดเร็วมาก (เข้าใจว่าเป็นสภาพของกายทิพย์พาจิตวิญญาณท่านไป) ทางที่ไปนั้น เป็นทางสายใหญ่กว้างมาก ความรู้สึกของจิตวิญญาณบอกว่า ทางสายนี้กว้างถึง 8,000 วา เป็นทางไปสู่ “ศาลาพันห้อง”
ศาลาพันห้อง อยู่ในโลกวิญญาณ เป็นศาลาใหญ่โตมโหฬารเป็นศาลากลางแห่งโลกวิญญาณ มีถนนใหญ่กว้าง 8,000 วา จำนวน 8 สาย พุ่งตรงไปยังศาลาพันห้องนี้
หลวงปู่คำคะนิงเล่าว่า ท่านเห็นผู้คนทั้งชายและหญิง ลูกเล็กเด็กแดง คนหนุ่มสาวและเฒ่าแก่ เดินหลั่งไหลตามกันไปแน่นถนนมองสุดลูกลูกตามองเห็นแต่หัวดำบ้างหงอกบ้างนับไม่ถ้วน คล้ายหัวตัวไหมนับล้าน ๆ ตัวในกระด้งใหญ่ที่เขาเลี้ยงตัวไหมตามหมู่บ้านชนบท ดูไปอีกทีคล้ายฝูงมดปลวก ดูไปอีกทีคล้ายกระแสน้ำไหลเอื่อยพัดพาผู้อื่นไปตามน้ำ
ผู้คนมากมายเหลือคณานับ ทุกคนเดินไปเงียบกริบไม่มีใครพูดจากันเลย ท่านได้พบพ่อแม่ที่ตายไปนานแล้ว เดินรวมอยู่ในหมู่ร่างวิญญาณ ได้แต่มองดูกัน ไม่อาจพูดทักทายกันได้ต่างต่างฝ่ายต่างกลายเป็นคนใบ้
พอไปถึงประตูทางเข้าศาลาพันห้องที่รวมคนบาปและคนบุญ มีทหารยามตัวสูงใหญ่ผิวดำ ถือหอกสามง่ามเป็นประกายแปลบปลาบคล้ายเปลวไฟลุกไหม้ทหารยามพูดกับหลวงพ่อคำคะนิงว่า
“สร้างเวรสร้างกรรมพอแรงแล้วน้อ หลวงพ่อถึงได้มาทางนี้”ว่าแล้วก็เอาหอกสามง่ามจี้หน้าอกหลวงพ่อไว้ เกิดควันฉุยไหม้เสื้อผ้า แต่ไม่รู้สึกเจ็บทหารยามหลายคนในที่นั้นต่างก็ใช้หอกสามง่ามจี้หน้าอกร่างวิญญาณทุกร่าง เข้าใจว่าคงเป็นการประทับตราที่หน้าอกก่อนให้ผ่านเข้าไปในศาลาพันห้อง ตรงประตูทางเข้าชั้นใน
หลวงพ่อได้พบครูบาอาจารย์เก่า ๆ หลายท่านที่มรณภาพไปนานแล้ว ถูกควบคุมตัวมาเพื่อชำระโทษ ได้แต่มองหน้ากัน ทักทายกันไม่ได้ เพราะพูดไม่ออก ปากเป็นใบ้
จ่ายมบาล นำตัวเข้าไปในห้องโถงใหญ่ศาลาพันห้อง ร่างวิญญาณเข้าไปแออัดยัดเยียดมองสุดลูกหูลูกตา พญายมบาลนั่งอยู่บนบัลลังก์เป็นประธานเอึ้อมมือไปแตะที่กองสมุดบัญชีเล่มใหญ่บันทึกประวัติคดีมนุษย์แต่ละคน เพียงแต่เอามือแตะเข้าที่ปกสมุดเล่มใหญ่เท่านั้น สมุดก็เปิดปั้บ ๆ ขึ้นเองอย่างรวดเร็ว พอถึงรายชื่อของใคร สมุดก็หยุดให้พญายมบาลอ่าน
พญายมบาลบอกว่า มนุษย์พูดอะไรกันอยู่ในโลกมนุษย์คำพูดทุกคำมนุษย์แต่ละคนจะมาปรากฏขึ้นในสมุดบัญชีของยมโลกโดยอัตโนมัติถ้าใครพูดจากันเรื่องธรรมะ การทำบุญสุนทาน ตัวหนังสือจะปรากฏเด่นเป็นพิเศษขึ้นในสมุดของยมโลก (สงสัยจะคล้ายเครื่องโทรพิมพ์ในโลกมนุษย์เรา)เมื่อยมบาลเปิดดูบัญชีแล้วก็หันมาประกาศกับร่างวิญญาณทั้งหลายว่า
“เฮ้ย.....พวกเจ้าทำไมเนื้อตัวสกปรกแท้เว้ย โน่น.....สระน้ำอยู่โน่น พวกเจ้ารีบพากันออกไปอาบน้ำชำระกายให้สะอาดเสียก่อนแล้วค่อยกลับเข้ามาพบข้า รีบออกไปเร็ว ๆ ข้าเหม็นจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว”
ทุกคนได้ยินเช่นนั้น ต่างก็ก้มลงมองสำรวจดูร่างตัวเองแล้วได้พบด้วยความตกใจว่า ร่างวิญญาณของแต่ละคนเปรอะเปื้อนเลอะเทอะ เต็มไปด้วยอุจจาระส่งกลิ่นเหม็นตลบไปทั่ว ไม่รู้ว่าอุจจาระนี้มาเปรอะเปื้อนได้อย่างไร
ต่างก็พากันวิ่งชุลมุนออกจากห้องตรงไปยังสระน้ำ หลวงพ่อคำคะนิงก็วิ่งตามไปด้วย สระน้ำนั้นกว้างใหญ่น้ำใสกระจ่างเหมือนกระจก กลางสระมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นแผ่กิ่งก้านสาขาร่มครึ้ม
ทุกคนต่างพากันกระโดดลงไปในสระน้ำ หลวงพ่อคำคะนิงกระโดดลงไปปรากฏว่าน้ำลึกแค่หัวเข่า น้ำนั้นร้อนลุกเป็นไฟแดงฉานไหม้แข้งขาทันทีหลวงพ่อคำคะนิงตกใจบังเกิดความปวดร้อนอย่างแสนสาหัสต้องรีบกระโจนขึ้นไปยืนบนฝั่งอย่างรวดเร็ว เมื่อขึ้นมาบนฝั่งได้แล้วไฟไหม้แข้งขาก็ดับไปความปวดร้อนหายไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่ร่างวิญญาณคนอื่น ๆ พากันจมลึกลงไปในสระน้ำแล้วบังเกิดเป็นเปลวไฟลุกไหม้พรึบขึ้นแดงฉานโชติช่วงไปทั้งสระ คล้ายกับว่าน้ำในสระเป็นน้ำมันเบนซินไป ร่างวิญญาณของคนเหล่านั้นไม่ได้ตายไปในทันที หากแต่พากันดิ้นรนกระเสือกกระสนส่งเสีนงร้องโอดโอยโหยหวลอยู่ในสระน้ำเป็นภาพที่สยดสยองเหลือที่จะกล่าว
หลวงปู่คำคะนิงรู้ได้ในบัดดลว่า ที่แท้สระน้ำนี้เป็น “ขุมนรก” ขุมแรกสำหรับทดสอบบาปบุญคุณโทษของพวกวิญญาณนั่นเอง จ่ายมบาลนายหนึ่งเดินตรงเข้ามานิมนต์หลวงปู่ให้กลับเข้าไปเฝ้าพญายม
หลวงปู่คำคะนิงกลับเข้าไปในศาลาพันห้องใจคอไม่ดี รู้แน่แก่ใจแล้วว่า ที่นี่เป็นด่านเมืองนรกซึ่งไม่น่าเป็นไปได้เลย ที่ท่านจะต้องกระโดดลงไปในสระนรกนั้นเมื่อตะกี้นี้ ทั้งนี้เพราะท่านเชื่อมั่นในตนเองว่า เป็นพระภิกษุผู้ทรงศีลบริสุทธิ์ เคร่งอยู่ในพระธรรมวินัย ไม่เคยทำบาปให้ส่ำสัตว์ใดต้องลำบากเลย แม้แต่มดตัวแดงแมงตัวน้อยก็ไม่เคยทำให้มันตกตาย ถึงอาจจะมีบ้างเมื่อเดินไปเหยียบมดปลวกตายโดยไม่เจตนา เพราะไม่เห็น
แต่เมื่อไม่มีเจตนาย่อมไม่ถือเป็นบาปเมื่อเข้าไปยืนอยู่ตรงหน้าพญายมแล้ว พญายมบาลได้กล่าวด้วยเสียงดุห้าวทรงอำนาจ แต่แฝงไว้ด้วยความนอบน้อมว่า ตบะธรรมของหลวงพ่อแก่กล้า ที่มาเมืองนรกนี้เพราะเศษกรรมเก่าส่งผลให้ดับจิตจากโลกมนุษย์มายังโลกวิญญาณ แต่เมื่อดูในบัญชีแล้ว บารมีของหลวงพ่อยังมากอยู่ ยังไม่อาจพิพากษาตัดสินได้ สมควรที่หลวงพ่อจะกลับคืนสู่ร่างเดิมใน โลกมนุษย์ ไปสร้างบารมีให้เต็มสมบูรณ์เสียก่อนแล้วค่อยกลับมา นิมนต์กลับได้แล้วขอรับ
หลวงปู่คำคะนิงรู้สึกดีใจที่ไม่ถูกพิพากษาตัดสิน ทำให้เกิดความเชื่อมั่นในพระธรรมคำสั่งสอนของสมเด็จพระพุทธองค์ยิ่งขึ้นว่า ธรรมย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติธรรม อาตมาบำเพ็ญภาวนาที่อยู่ในธรรม กินในธรรมตลอดมา จะมาตกนรกได้อย่างไร

วันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2551

พบพระองค์ที่ ๑๐ และคำสอนของท่าน

...
พระองค์ที่ ๑๐ เป็นใคร...? มาจากไหน...? มีความสำคัญอย่างไร...?
หลวงพ่อท่านเล่าให้พวกเราฟังว่า...ครั้งหนึ่ง...มีโยมนิมนต์ท่านไปงานทำบุญบ้านที่จังหวัดราชบุรี พระที่ได้รับนิมนต์มีอยู่ดัวยกัน ๙ องค์ มีท่านเจ้าคณะจังหวัดเป็นประธาน แต่พอไปถึงบ้านงาน ปรากฏว่ามีพระอีก ๑ องค์ ไปนั่งรออยู่ก่อนแล้ว...

พระองค์นั้นเป็นพระหนุ่ม ดูแล้วอายุคงจะไม่เกิน ๓๐ ปี รูปร่างหน้าตาดีมาก ผิวขาวอมเหลือง ดูผ่องใสอย่างประหลาด ท่านนั่งอยู่ในตำแหน่งประธาน แม้พระองค์อื่นมากันครบแล้ว ท่านก็ไม่มีทีท่าว่าจะลุกจากที่ ท่านเจ้าคณะจังหวัดจึงนั่งถัดมาเป็นคนที่สอง ตามลำดับไป จนถึงหลวงพ่อที่นั่งปิดท้ายอยู่....

พอพระองค์นั้นให้ศีล หลวงพ่อเล่าว่า ได้ยินแล้วทึ่งมาก เสียงท่านแจ่มใสกังวาน ฟังไพเราะรื่นหู ชื่นอกชื่นใจจนบอกไม่ถูก อักขระทุกตัวถูกต้องชัดเจน เสียงอย่างนี้ในตำราเรียกว่า “ โฆสัปปมาณิกา” คือมีเสียงไพเราะเป็นที่ชอบใจ ของบรรดาพุทธบริษัททั้งหลาย....

เมื่อกำลังฉันอยู่ ท่านเจ้าคณะจังหวัดถามว่า บวชมากี่พรรษาแล้ว...?
พระองค์นั้นส่งหนังสือสุทธิให้ดู ปรากฏว่า ท่านบวชมากว่า ๓๐๐ ปีแล้ว... ท่านเจ้าคณะจังหวัดราชบุรีถึงกับพูดไม่ออก เรื่องอื่นที่คิดจะถามเลยไม่กล้าถามต่อ...

พอให้พรญาติโยมเสร็จท่านก็ลากลับ หลวงพ่อถามเจ้าของบ้านว่านิมนต์พระองค์นี้มาจากไหน..?
เจ้าของบ้านตอบว่า ผมคิดว่ามาด้วยกันกับท่านซะอีก... เอาล่ะซี...มีเรื่องจนได้แล้วไหมล่ะ...

หลวงพ่อบอกให้เจ้าของบ้าน วิ่งลงไปดูซิว่าท่านไปทางไหน...?
เพิ่งคล้อยหลงลงบันไดไปแท้ๆ บ้านก็กลางทุ่งโล่ง ไม่มีที่ให้หลบมุมซักหน่อย แต่พระองค์นั้นหายไปทางไหนไม่มีใครรู้ อย่างกับท่านเหาะเหินเดินอากาศ หรือว่าดำดินได้อย่างนั้นแหละ เนื่องจากเจ้าของบ้านนิมนต์พระ ๙ องค์ แล้วท่านมาเพิ่มเป็นองค์ที่ ๑๐ หลวงพ่อจึงเรียกท่านว่า พระองค์ที่ ๑๐ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา...

หลวงพ่อเล่าเรื่องนี้ให้พวกเราฟังนานมากแล้ว จนชักจะลืมๆ กันหมด อยู่ๆ ก่อนงานประจำปีของวัดท่าซุง ปี ๒๕๒๘ หลวงพ่อก็บอกกับลูกๆ ทั้งหลายว่า งานนี้พระองค์ที่ ๑๐ จะมาโปรด พร้อมกับบรรยายรูปร่างลักษณะให้พวกเราได้ทราบเอาไว้

อาตมาตื่นเต้นมาก ที่จะได้พบกับพระพิเศษอย่างนี้ ชวนพรรคพวกไปวัดก่อนงานตั้ง ๓ วันแน่ะ...

หลวงพ่อให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า จะมีพระดีมาเป็นจำนวนมาก “หลวงตาลา” กับ”หลวงตาบุตร” ก็มาด้วย หลวงตาลารูปร่างสูงใหญ่ ผมหงอกประปราย หลวงตาบุตรผอมเล็ก ผิวดำ อาตมากับพรรคพวกยิ่งตื่นเต้นกันใหญ่...

วันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๒๘ เวลาเช้ามืด... อาตมาตื่นตั้งแต่ตีสามอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ตั้งใจเจริญกรรมฐานตามปกติ แต่วันนี้อารมณ์มันแกว่งๆ พิกล นั่งกรรมฐานไม่ได้เอาเลย จึงนั่งแกล้งพรรคพวกจนตื่นนอนไปตามๆ กัน พร้อมกับร้องเพลงงำงำอยู่คนเดียวธรรมนูญ (อาจารย์ธรรมนูญ นาคส่องแสง) ร้องว่า “ โอ้โฮ้พี่ร้องเพลงเชียวหรือ?” แมมมี (ร.ท. หญิงรมณีย์ พยุงเวช) ที่นอนอยู่ใกล้ๆ หัวเราะคิก เพราะอาตมาถือศีล ๘ จนผอมกะหร่อง อยู่ๆ ยอศีลขาดร้องเพลงเล่น นับเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก...ทำอย่างไรใจก็ไม่ยอกสงบ อาตมาจึงทิ้งเพื่อนๆ ให้นอนต่อ เปิดประตูออกไปเพื่อเดินเล่น ก็พบกับ สามเณรบุญชุ่ม ทาแกง ยืนจ้องเป๋งอยู่หน้าห้อง...

อาตมาถามว่า “หลวงพี่เณรมีธุระอะไรกับผมหรือครับ...?
” ท่านไม่ตอบ หันหลังเดินจากไปเฉยๆ ...

สำหรับเณรองค์นี้ (ปัจจุบันคือ ครูบาบุญชุ่ม ญาณสังวโร วัดพระธาตุดอนเรือง) อาตมาเลื่อมใสท่านมานานแล้ว ทราบว่าท่านเก่งแน่ แต่มาจ้องอยู่ที่หน้าห้องแต่เช้ามืดแบบนี้ ท่านมีอะไรจะบอกใบ้หรือเปล่าหนอ...?

อาตมาคิดว่า “วันนี้ต้องมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นกับเราอย่างแน่นอน” มันรู้สึกสังหรณ์ใจผิดปกติ ตั้งแต่ตอนที่นั่งกรรมฐานไม่ได้แล้ว...
ประมาณ ๑๗.๓๐ น. เลิกจากการงานของวัดแล้ว พออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยอาตมาก็ชวนพรรคพวก ประกอบด้วย ธรรมนูญ แมมมี ติ๋ว (ร.ท หญิงสิริพร จอมผา ยศในขณะนั้น) ตุ้ม (จำชื่อจริงไม่ได้) นัน (นันฑิญา เหลืองถาวรกุล) แข (ดวงแข คชภูมิ) นิพพา (นิพพา สืบสิงห์) คิ้ม (จงกล แจ่มแจ้ง) ออกลาดตระเวนกัน...จุดมุ่งหมายคือ ตามหาพระที่หลวงพ่อบอกไว้ ตอนนี้พระอาคันตุกะมาเป็นร้อยองค์แล้ว ลองสำรวจดูเผื่อจะโชคดี ได้พบองค์ที่เหมือนกับที่หลวงพ่อบอก จะได้ทำบุญกับท่านก่อนคนอื่น (ขนาดเรื่องทำความดีนะเนี่ย ยังไม่ยอมให้คนอื่นเกินหน้าเล้ย..ตูละหน่าย...)

จากพระจุฬามณี เดินลัดเลาะเรื่อยมา พบพระหลายองค์แต่ไม่เข้าเค้า บางองค์โดนหมากัดซะเหวอะ ต้องเข้าไปช่วยทำแผลให้กับท่าน (ติ๋วกับแมมมีเป็นพยาบาลทหารอากาศ) จนข้ามมาฝั่งวัดเก่าซึ่งตอนนั้นยังเป็นป่าอยู่ (ปัจจุบันคือบริเวณที่ตั้งตึกรับแขกทั้งหมด)ขึ้นไปปฏิสันถารกับพระหลายองค์ ที่กางกลดอยู่บนศาลาไม้สัก (ปีถัดมาหลังนี้ถูกไฟเผาซ่ะเรียบเลย)

พอสมควรแก่เวลาก็กราบลาท่าน ลงจากศาลาเพื่อไปหาพระที่ตั้งใจไว้ พอเดินมาถึงหน้าโบสถ์เก่า อาตมาก็เห็น...พระหนุ่มองค์หนึ่ง ลักษณะท่าทางดีมาก อายุประมาณ ๓๐ ปี นั่งตัวตรงอยู่บนตอไม้ ที่ซึ่งท่านนั่งอยู่เป็นที่เด่นมาก อยู่ห่างจากศาลาไม้สักไม่ถึง ๑๐ เมตร อาตมาเป็นคนสายตาดีเป็นพิเศษ (พวกมือปืนต้องสายตาดีกันทุกคน)

แต่เชื่อหรือไม่...? อาตามเดินมาจนเกือบถึงองค์ท่านแล้ว ถึงได้มองเห็นท่านนั่งอยู่กับลูกศิษย์ ๓ คน...
ในสายตาอาตมา พระที่จะขลังต้องแก่ๆ หน่อย (แบบนี้มีหวังถูกต้มทั้งชาติ) เมื่อเห็นเป็นพระหนุ่ม อาตมาก็เดินหลีกไป แต่เกิดเรื่องมหัศจรรย์ขึ้น...คือ เท้ามันไม่ยอมเชื่อฟัง สั่งให้มันเดินหนี แต่มันกลับพาเลี้ยวเข้าไปหาท่าน โดยที่อาตมาฝืนอย่างไรก็ฝืนไม่ได้...

อาตมานั่งลงกราบท่านอย่างเสียไม่ได้ ท่านก็โอภาปราศรัยด้วยประโยคแรกซึ่งท่านถามอาตมาคือ “เธอมาจากไหน...?”
พรรคพวกทุกคนฟังแล้ว สะดุ้งกันแปดตลบ เพราะไปเหมือนกับที่พระพุทธเจ้าตรัสถามเปสการีธิดา เปี๊ยบเลย...

อาตมาตอนนั้นทั้งมืดทั้งบอดอย่างสนิท ไพล่ไปตอบท่าว่า “หลวงพี่ต้องการแบบไหนล่ะครับ...?” ถ้าจากวัดผมมาจากจุฬามณี ถ้าจากบ้านผมมาจากพระโขนง..”ท่านยิ้มน้อยๆ พลางว่า “นี่เธอรวนฉันก่อนน่ะ ขอถามอีกที เธอจะไปไหน...? เพื่อนพ้องทุกคนเหงื่อแตกพลั่ก...แต่อาตมาไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้นตอบท่านว่า “ผมมาหาพระดีครับ”“

แล้วเจอไหมเล่า...?” อาตมาตอบเป็นเชิงกระทบกลายๆ ว่า “ยังครับ” ความหมายคือ พระดีที่ตามหาไม่ใช่ท่านอย่างแน่นอน...
เพราะอะไรจึงมั่นใจอย่างนั้น...? ก็ทันทีที่กราบท่าน อาตมาใช้วิธีดูใจแบบที่หลวงพ่อสอนเอาไว้แล้ว มืดสนิทอย่างนี้เป็นพระดีก็เกินไปล่ะ...(ภายหลังหลวงพ่อท่านชมว่าโง่ดีมาก คนที่เราจะดูใจได้ คือ คนที่เสมอกันหรือต่ำกว่าเท่านั้น คนที่มีคุณธรรมสูงกว่า ถ้าตั้งใจปกปิด เราจะไม่มีวันได้รู้กำลังใจที่แท้จริงของท่านเลย)

เมื่ออาตมาประกาศสงคราม ท่านก็ลงสนามรบด้วย ลีลาของท่านแม้จะนุ่มนวล แต่ก็สง่างาม เหมือนราชันย์สู่สงคราม ถึงลูกถึงคน เปี่ยมไหวพริบปฏิภาณ มีทั้งลูกล่อลูกชน หากว่าอาตมาไม่มีไม้ตาย คือยามคับขันอ้างว่า “หลวงพ่อยังไม่ได้สอน” มีหวังจอดตั้งแต่ยกแรก

ท่านต้อนจนฉิว บ่นว่า “ไอ้ลูกลิงนี่เหลือเกิน ติดมุมแล้วมุดดินหนีก็ยังเอา...
ลูกเล่นลูกฮาของท่านก็เหลือกิน พรรคพวกส่งเสียงเฮชอบอกชอบใจ นานๆ จึงจะมีพระยอมเล่นด้วยซักที ความเกรงท่านแต่แรกหายไปหมด เหลือแต่ความปิติอิ่มเอิบใจ จึงนั่งเชียร์พระโต้ธรรมะกับฆารวาสอย่างสนุกสนานเพลิดเพลิน...

จนเกือบสองทุ่ม ฝนเริ่มลงเม็ดเปาะแปะ ท่านก็ขอตัวไปพักผ่อน อาตมาพาพรรคพวกกลับที่พัก ทุกคนแจ่มใสเบิกบานโดยทั่วหน้ากัน อารมณ์ขุ่นมัวแต่เมื่อเช้า หายขาดเป็นปลิดทิ้ง ยังข้องใจกับคำพูดประหลาดๆ บางประโยคของท่านที่ว่า..

.“ฉันมาจากวัดที่มีพระ
”“ฉันมาที่นี่บ่อย แต่เธอไม่ได้เห็นฉันหรอก ฉันมาหาฤาษีเขา”“
ฉันเป็นผู้ปรารถนาพระโพธิญาณทุกวันนี้ยังทำหน้าที่เป็นพระโพธิสัตว์อยู่”“
ฉันคิดว่าฉันคงจะช่วยใครให้พ้นนรกไม่ได้ ฉันมีหน้าที่บอกทางให้เท่านั้น” .... ฯลฯ

รุ่งเช้า...วันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๒๘ เป็นวันงานประจำปี พระเถรานุเถระทยอยกันมาตั้งแต่เมื่อคืน บางองค์ เช่นพระพรหมคุณาภรณ์ วัดสระเกศ ถึงกับลงไปฉันก๊วยเตี๋ยว ร่วมกับพระทุกองค์ในวัด อย่างไม่ถือองค์เลย...อาตมาทำหน้าที่ประเคนอาหารพระ พอครบถ้วนดีแล้ว นึกถึงหลวงพี่องค์เมื่อคืนขึ้นมา จึงบอกกับพี่ประทุม (แม่ครัวกองทุน) ว่ามีพระอาคันตุกะกับลูกศิษย์ อยู่ท่างฝั่งวัดเก่า ไม่เห็นท่ามาฉันที่นี่ ขออาหารไปถวายท่าน และขอเผื่อลูกศิษย์ท่านด้วย...

พี่ประทุม (เสียชีวิตไปประมาณ ๓-๔ ปีแล้ว) ก็แสนดี รีบจัดอาหารให้โดยเร็วเป็นเกาเหลาแห้ง ๘ ชาม อาตมาก็ไม่ทราบว่า ขนไปได้เรียบร้อยในเที่ยวเดียวได้อย่างไร? (แต่ก็เอาไปแล้วล่ะ) ไม่เห็นท่านบนศาลาจึงชะโงกไปดูข้างนอก แล้วก็ได้เห็น...ข้างศาลาที่อาตมาเพิ่งเดินผ่านมานั่นแหละ ท่านกำลังเดินจงกรมอยู่...

อะไรกันวะ? เมื่อกี้เดินมาเราไม่เห็นใครเลยนี่หว่า...รอบศาลาก็ว่างโล่งไม่มีอะไรบัง เราผ่านท่านมาโดยไม่เห็นเลยได้อย่างไรกัน ? ตาถั่วแล้วมั้งตู...?? แต่ว่างานกำลังยุ่ง กระทั่งเวลาสงสัยยังไม่มี กราบเรียนท่านว่า

“อาหารไว้บนอาสน์สงฆ์ จะฉันเมื่อไหร่หลวงพี่หาคนประเคนด้วยนะครับ”
ท่านตอบยิ้มๆ ว่า “เดี๋ยวก็มีคนมาประเคนให้เองแหละ...

” อาตมาจึงโกยแน่บไปช่วยงานที่ศาลา ๒ ไร่บนศาลานั้น หลวงปู่มหาอำพัน วัดเทพศิรินทราวาส หลวงปู่ครูบาธรรมชัย วัดทุ่งหลวง หลวงปู่ครูบาไชยวงศ์ วัดพระบาทห้วยต้ม หลวงพ่อบุญรัตน์ วัดโขงขาว กำลังช่วยหลวงพ่อรับแขกอยู่ อาตมากราบท่านทุกองค์ แล้วไปช่วยงานที่ข้างองค์หลวงพ่อ...หลวงพ่อกำลังคุยกับ พล.ท.พิจิตร กุลละวณิชย์ และพล.ท.เทียบ กรมสุริยศักดิ์ สองแม่ทัพภาคอยู่ อาตมาแจกหนังสือของขวัญวันรับสมณศักดิ์ แก่ญาติโยมที่มาทำบุญกัน ผู้คนมากันแน่นขนัดไปทั้งวัด ศาลา ๒ ไร่เล็กเกินไปซ่ะแล้ว...พระเถรานุเถระมี สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดสามพระยา เป็นประธานกำลังจะเริ่มเจริญพระพุทธมนต์

พี่สุนันท์ (คุณสุนันท์ เจียรกูล) มากระตุกแขนเสื้อกระซิบว่า “พระองค์ที่ ๑๐ มาถึงแล้ว อยู่ที่ฝั่งวัดเก่าแน่ะ...อาตมาขนลุกด้วยความดีใจ รีบถามว่าท่านมีลักษณะอย่างไร ?
อยู่ตรงไหน ? พอได้รับคำอธิบาย อาตมาก็งงเป็นกำลัง ลักษณะที่บอกมา มันตรงกับหลวงพี่องค์นั้นนี่นา... ถามด้วยความไม่มั่นใจว่า “แน่ใจแล้วหรือพี่..?”แน่ซิน่า...เมื่อคืนหลวงพี่วัชรชัย (พระวัชรชัย อินทวังโส) เห็นท่านเดินจงกรม เท้าลอยพ้นพื้นตั้งสูง...แล้วตาใหญ่ (คุณอรรถวุฒิ ภานุพินทุ) ขอถ่ายรูปท่าน เห็นรัศมีออกมาเป็นประกายรุ้งเลย...” พี่สุนันท์ยืนยันขันแข็ง ขณะที่อาตมายังลังเลใจอยู่...เรื่องของเรื่องก็ต้องพิสูจน์กันหน่อย อาตมาลากพี่น้องฝาแฝดมาทำหน้าที่แทน เหลียวมองหาพรรคพวก เห็นแต่ติ๋วกับแมมมีสองคนเท่านั้น คว้าแขนได้ก็ลากวิ่งลิ่วไปเลย อธิบายให้ทราบคร่าวๆ ว่า พระองค์ที่ ๑๐ มาแล้ว มีคนพบท่านที่ฝั่งวัดเก่า...ที่หอกลองข้างศาลาการเปรียญ ซึ่งอยู่ติดกับหอฉันหลังใหม่นั่นเอง “หลวงพี่” นั่งเด่นเป็นสง่าอยู่ มีญาติโยมเข้าแถวยาวเหยียด เพื่อเข้าไปทำบุญกบท่าน อาตมาขี้เกียจเข้าคิวจึงทิ้งเพื่อนทั้งสองเอาไว้ข้างล่างตัวเองปีนต้นมะม่วง ขึ้นไปนั่งแปะอยู่ข้างองค์ท่านเลย...
ท่านเหลือบมาดูนิดเดียว แล้วกล่าวคำพูดที่อาตมาเข้าใจคนเดียวว่า
“มาแล้วรึ...? ตอนนี้ไม่เล่นด้วยแล้วน่ะ...

”“อาตมากราบท่านแล้วมองไปรอบข้าง เห็นท่านเจ้ากรมเสริม “ (พล.อ.ท.ม.ร.ว.เสริม ศุขสวัสดิ์) พี่ปี๊ด (คุณกัลยาณี ไชยะโท) และใครต่อใครมากันจนแน่นหอกลองติ๋วกับแมมมีก็แสดงปาฏิหาริย์ เหาะขึ้นมานั่งอยู่ข้างๆ เมื่อไหร่ก็ไม่รู้...
ตรงหน้าท่านมีถุงใบใหญ่ ญาติโยมที่ทำบุญกับท่านต่างเอาปัจจัยหย่อนใส่ถุงจนแทบล้น อาตมาหมายมั่นปั้นมือว่า ถ้าท่านไม่เอาไปถวายหลวงพ่อ แบบหลวงปู่หลวงพ่อองค์อื่นๆ ทำละก็ อาตมาจะ “อัด” ท่านให้หนัก

ท่านหันมาพูดยิ้มๆ ว่า “ไม่มีทางหรอก...”อาตมาถึงกับสะดุ้ง ท่านรู้วาระจิตผู้อื่นจริงๆ หรือนี่...?

เห็นพี่ปี๊ดถือกล้องถ่ายรูปอยู่ อาตมาเลยอาสาถ่ายรูปท่านให้ รับกล้องมาแล้วอธิฐานขออนุญาตในใจ ท่านหันมาบอกว่า “ขอให้คนอื่นเยาได้ยินด้วยซิ...

” อาตมาสุดุ้งกล้องแทบหลุดมือ...พอถ่ายรูปท่านเรียบร้อย อาตมาก็กราบขอบารมีองค์สมเด็จพระบรมครู ขอ “ดู” ท่านอีกวาระหนึ่ง คราวนี้เห็นแสงสีทองเป็นกรวยสามเหลี่ยม พุ่งจากข้างบนมายังศีรษะของท่าน มันชักจะยังไงๆ ซะแล้ว ก็เมื่อคืนไม่เห็นแบบนี้นี่นา...

อาตมามองเห็นใต้สังฆาฏิของท่าน มีลูกประคำโผล่ออกมาจึงตั้งจิตอธิฐานว่า
“ถ้าท่านคือพระองค์ที่ ๑๐ จริงๆ และวาสนาบารมีของลูกสามารถเข้าถึงพระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้จริงๆ ขอให้ท่านแสดงออก ด้วยการมอบลูกประคำให้แก่ลูกด้วยเถิด...

”ท่านยิ้มพลางกล่าวเบาๆ พอได้ยินว่า “ ได้ซิ...แต่ไม่ใช่ตอนนี้นะ...คนเยอะ... “ได้ยินแล้วอาตมาหัวใจพองคับอก เป็นท่านจริงๆ ด้วยไม่น่าเชื่อเลย ...ท่านมาโปรดลูกหลาน ตามที่สัญญาไว้กับหลวงพ่อจริงๆ อาตมานั่งดูท่านรับแขกอย่างเพลิดเพลิน รู้ตัวอีกทีตอนท่านสั่งให้กันคนออกไปก่อน แล้วยกอาหารมาประเคนด้วย ท่านจะได้ฉันซะที...

อาตมารีบขอร้องทุกคน ให้ถอยออกไปชั่วคราว แล้วยกอาหารมาจะประเคนท่าน
คนอื่นเห็นอาตมาได้ถวายอาหารท่าน ต่างก็เอาอาหารที่ตนมีอยู่ใส่ถาดร่วมถวายด้วย...ท่านดูถาดที่พะรุงพะรังด้วยอาหารแล้ว ถามยิ้มๆ ว่า “นั่นเธอจะเลี้ยงลิงหรือ...?” อาตมาตีหน้าไม่ถูก ท่านรับประเคนแล้ว ไล่อาตมาไปเฝ้าทางขึ้นเอไว้ อย่าให้ใครขึ้นมารบกวนตอนนี้ อาตมา ติ๋ว แมมมี นั่งเรียงหน้ากระดาน ขวางอยู่ตรงทางขึ้น สับสนไปหมด เหมือนฝันไปทั้งกำลังตื่นอยู่ (ลองกัดลิ้นตัวเองซักทีซิ...จะได้รู้ว่าไม่ได้ฝัน) กำลังเพลินอยู่ ก็มีหลวงตาร่างผอมบางองค์หนึ่ง เดินหลีกคนขึ้นมาข้างๆ อาตมาแล้วกราบพระองค์ที่ ๑๐ อย่างนอบน้อม

อาตมามีคำถาม ๑๐๘ อยู่เต็มสมองแต่หลุดปากไปแบบโง่สุดขีดว่า “หลวงตาชื่ออะไรครับ...?”“ อาตมาคือ โหรอรุณ เทศถมทรัพย์” อาตมาได้ยินแทบหงายผลึ่ง สุดยอดหมอดูของเมืองไทยท่านนี้ ที่แท้เป็นพระหรือนี่ หลงเข้าใจว่าเป็นฆราวาสมานาน อาตมาถามท่านด้วยคำถามปริศนาว่า

“องค์นี้ท่าน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์แน่นะครับ..”“ยิ่งกว่า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ซะอีก”
หลวงตาอรุณตอบอย่างหนักแน่น อาตมาเหงื่อแตกพลั่ก...นรกกินหัวแน่กู... เมื่อคืนล่วงเกินท่านไว้ขนาดหนักเลย พอดีท่านฉันเสร็จ เตรียมให้พร อาตมาคิดว่า ถ้าให้พรไม่ถึงนิพพานละสวยแน่ (เป็นซะอย่างนี้แหละ ไอ้ควาย...)

ท่านให้พรเป็นภาษาไทย ไพเราะกลมกลืน รื่นหูเป็นอย่างยิ่ง แต่เชื่อหรือไม่ อาตมาเองจัดเป็นคนที่มีความจำเป็นเลิศคนหนึ่ง ฟังอะไรครั้งแรกจะจำได้เกือบครึ่ง ถ้าสามครั้งแปลว่าชาตินี้ไม่มีวันลืม แต่จำคำให้พรของท่าน ไม่ได้แม้แต่คำเดียว...ท่านบอกว่า “จำไม่ได้ก็ช่างมันเถอะ ถึงเวลาจะได้เอง” อ าตมายกถาดอาหารออกมา ไม่ทราบว่าท่านฉันอย่างไร ไม่ยุบเลยแม้แต่น้อย ส่งแอ๊ปเปิ้ลให้ติ๋วกับแมมมีคนละ ๑ ลูก ตัวเองเก็บลูกที่ท่านฉันแหว่งไปลงกระเป๋า...(คอยคลำอยู่เรื่อย กลัวรอยแหว่งจะหาย...)

มีผลไม้ประหลาดลูกหนึ่ง ลักษณะคล้ายผลทับทิม แต่ดูเนื้อคล้ายสาลี่ คล้ายแอ๊ปเปิ้ล ผิวเป็นสีน้ำตาลอ่อน ไม่ทราบว่ามือลึกลับที่ไหนถวายมา...อาตมาตัดสินใจถวายหลวงตาอรุณไป ท่านรับได้ก็หันหลังไปแน่วเลย เหมือนกับตั้งใจมารอรับผลไม่ลูกนี้เพียงอย่างเดียว...
พอไม่มีหลวงตาขวางทาง มือนับร้อยก็ยื่นมาทุกทิศทุกทาง คนล่ะหมุบคนละหมับพริบตาเดียวหมดเกลี้ยง แม้แต่ที่ตกลงบนพื้นก็กวาดเรียบ...อาตมายืนงง ดูถามดเหล่า ๆ ในมือซึ่งเมื่อกี้ยังมีอาหารเต็มถาด ตอนนี้หายวับไปกับตา ยิ่งกว่าปาฏิหาริย์ซะอีก...

ท่านบอกให้ทุกคนเปิดทาง ท่านจะไปนั่งที่ศาลาการเปรียญ เงินในถุงท่านให้รวบรวมเอาไปถวายหลวงพ่อ พวกรูป-เหรียญของหลวงพ่อที่ญาติโยมถวายท่าน ท่านสั่งให้อาตมาแจกแก่ญาติโยมจนหมด อาตมาขอผ้าขนหนูผืนเล็กจากท่านไว้เป็นที่ระลึก ๑ ผืน...
พอท่านออกเดินก็มีคนปูผ้าเป็นทางตลอดแนว เพื่อเก็บรอยเท้าท่านไว้บูชา

อาตมารีบปูผ้าขนหนูผืนเล็กลง ก้มกราบขณะที่ท่านเหยียบผ้าพอดี จึงได้เห็นสิ่งมหัศจรรย์อีกวาระหนึ่ง ผ้าผืนนั้นกว้าง ๑ ฟุต ยาว ๒ ฟุต เท้าของท่านโตเต็มผ้าพอดี...

มัวแต่ตกตะลึงอยู่ จนท่านเรียกให้อาตมาปูอาสนะ ๒ วาระ จึงได้สติ ปูอาสนะลงที่มุมศาลา...คลื่นมนุษย์รายล้อมเข้ามา แย่งกันถวายปัจจัยท่าน พรรคพวกของอาตมาก็มากันครบ ธรรมนูญขึ้นมาช่วยอาตมานับเงินอีกคน...

นับเงินไปฟังท่านให้พรญาติโยมไป ตาก็ชำเลืองคอยดู ไม่เห็นจะต่างกับคนทั่วไปเลย เสียงท่านบอกว่า“อย่าดูเลย...ไม่ได้เห็นหรอก” อาตมาหลบตามานับเงินต่อ
ท่านพูดอีกว่า “ไม่เชื่อรึ...? ลองคลำดูก็ได้นะ...”
ไม่ว่าจะคิดอะไร ท่านเป็นรู้ล่วงหน้าไปซะหมด...พี่วิไล (คุณวิไลวรรณ ภูมิธเนศ) ติดเครื่องบันทึกเสียงมาพอดี อาตมาขอยืมมาเพื่อบันทึกเสียงของท่าน แต่กดปุ่มเรคคอร์ดไม่ลง ต้องอธิฐานขอเสียงท่านไว้เป็นหลักฐาน ทีนี้กดลง แต่เทปเดินแค่ ๑๐ นาทีแล้วหยุดเอง...อาตมาต้องขอท่านว่าให้ได้หมดทั้งม้วน เทปก็เดินต่อเอง เอากับท่านซิ...

เห็นผู้คนมากันมืดฟ้ามัวดิน อาตมาห่วงงานที่ ๒ ไร่ก็ห่วง ห่วงลูกประคำที่ท่านจะให้ตามคำขอก็ห่วง จนท่านต้องหันมาบอกเองว่า “ร้อนตัวได้ แต่อย่าร้อนใจ” ...อาตมาอายท่านแทบแย่ มีอะไรอยู่ในใจท่านขุดออกมาซะหมด จึงเอ่ยปากบอกท่านไปตรงๆ ว่า
“ขอลูกประคำของหลวงปู่เถิดครับ ผมจะได้นำญาติโยม กราบขอขมาหลวงปู่ซะทีเดียว” ท่านบอกให้ขอขมาก่อน
อาตมาจึงนำญาติโยมกราบพระ และกล่าวคำขอขมาดังนี้

นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
ภันเต ภะคะวา ข้าแต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เจริญพระพุทธเจ้าข้า กรรมอันใดทที่ข้าพระพุทธเจ้าเจ้าทั้งหลายได้ล่วงเกินไปแล้วต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จะด้วยกาย วาจา หรือใจ ก็ดี จะโดยต่อหน้าหรือลับหลัง รู้หรือไม่รู้ เห็นหรือไม่เห็น ทราบหรือไม่ทราบ เจตนาหรือไม่เจตนา จะโดยต่อหน้าหรือลับหลังก็ดี ลูกทั้งหลายขอราบขอขมากรรมนั้น ต่อองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ขอองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า โปรดเมตตาอดโทษนั้นแก่ลูกตั้งแต่บัดนี้ ตราบท่าวเข้าสู่พระนิพพานด้วยเถิดพระพุทธเจ้าข้า...

อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ
สวากขาโต ภะคะวาตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ
สุปฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ

พอกราบพระเรียบร้อย ท่านก็กล่าวตอบว่า “ขอบใจ...ขอบใจ เทวดาลิงน้อยๆ ทั้งหลาย ที่มีแก่ใจขอขมาต่อเรา...“
ท่านยินดีอโหสิกรรมทุกประการ ขอให้ทุกคนตั้งใจปฏิบัติเพื่อมรรคผลนิพพานของตนเถิด...ตลอดเวลาที่ปฏิสันถารกับญาติโยม เสียงของท่านแจ่มใสกังวานลีลานุ่มนวลชวนมอง แต่แฝงด้วยธรรมะอันลึกซึ้ง...ใครกราบขอพรท่านก็ให้ ใครจะ “ดูใจ” ท่านก็ปราม ทุกคนต่างอัศจรรย์ในเหลือที่จะกล่าว ที่ท่านรู้วาระจิตไปเสียทุกอย่าง...“

พรใดในหล้าว่าประเสริฐ จงบังเกิดแก่เธอทั้งหลาย”...“รักษาศีลให้ประเสริฐ ทำสมาธิให้เลิศ ทำปัญญาให้บริสุทธิ์”... “คำว่าบารมีแปลว่ากำลังใจ จะมาขอบารมีฉันทำไม? ทำให้มีให้เกิดขึ้นกับตัวเองซิ ถ้าบารมีขอกันได้ ฉันก็กลายเป็นบารจนเท่านั้นเอง...”“นิพพานไม่ใช่ภาษาพูด ไม่ใช่ภาษาเขียน เป็นภาษาใจ ถ้าอยากไปนิพพานให้เร่งปฏิบัติ เร่งขวนขวาย เร่งหาธรรม ใครทำใครได้ ไม่มีใครทำแทนกันได้”... “พวกที่คิดว่าตัวเอง “แว่นตา” ดีนะ อย่าพยายามดูเลย เดี๋ยว “แว่นแตก” แบบเมื่อคืนนี้อีก...”“เธอกับฉันมีธรรมเสมอกัน คือมีความตายเหมือนกัน มันต่างกันตรงไหนล่ะ...?”

ที่ได้ยินทุก ๓-๕ นาทีคือท่านบอกว่า ปัจจัยทั้งหมดที่ถวายมา ท่านจะมอบให้หลวงพ่อไปทำอะไรบ้าง ขอให้ทุกคนโมทนา ท่านเน้นเรื่อง ปัตตานุโมทนามัย มาก...ผู้ที่ขอถ่ายรูป ท่านถามว่า “ถ่ายไปทำไม...? ถ่ายไปแล้วเธอไม่ตายรึ...?” เลยไม่มีผู้ใดกล้าขออีก จนกระทั่งถึงน้องเพิร์ล (สรัญญา แสงหิรัญ) อาตมาจึงตอบแทนว่า “ขอไว้เพื่อเป็นอนุสติครับ...” นั่นแหละ...ท่านจึงยอมให้ถ่ายได้...จนเวลาใกล้เคียงเที่ยงเต็มที ท่านจึงมอบหมายให้อาตมากับธรรมนูญนำปัจจัยและสิ่งของทั้งหมดไปถวายหลวงพ่อ ขึ้นไปบนศาลา ๒ ไร่ งานเขาเลิกกันแล้ว แต่หลวงพ่อยังนั่งรออยู่ พอเห็นหน้าท่านก็ถามว่า “ไอ้หนูเอ๊ย...เอามาจากไหนหว่า...?”“
หลวงปู่ที่ฝั่งวัดเก่าริมน้ำ ให้นำมาถวายหลวงพ่อครับ...

”“เออ...ใช่...ใช่...องค์นั้นแหละ... “หลวงพ่อตอบเหมือนรับรอง ว่าเป็นท่านแน่นอน อาตมากราบลาออกมาหาอาหารรองท้อง มันหิวจนไส้กิ่ว พรรคพวกก็แยกย้ายกันไป ตอนนี้เล่นบทตัวใครตัวมัน...ว่าจะพักผ่อนแต่ใจหนึ่งก็ห่วง เลยกลับไปฝั่งวัดเก่าอีก พบพระองค์ที่ ๑๐ ท่านย้ายไปนั่งที่โคนโพธิ์ มีญาติโยมล้อมแน่นเช่นเดิม อาตมาสังเกตท่าทีอยู่ห่างๆ ดูท่านแปลกไปมาก บางทีก็ดูเป็นองค์ท่านบางทีก็ไม่ใช่ท่าน ไม่ทราบว่าอุปาทานไปหรือเปล่า...?

จนประมาณบ่ายสามโมง ท่านไล่ทุกคนให้หลีกไป แล้วไปนั่งพักที่ริมศาลาการเปรียญด้านติดกับแม่น้ำ อาตมาตามไปทวงลูกประคำ

ท่านล้วงพวงลูกประคำออกมา พลางกล่าวว่า “นี่เป็นของโบราณ ฉันทำด้วยมือของฉันเอง ฉันจะให้เม็ดที่ ๑๐๙ แก่เธอ...”
ท่านดึงลูกประคำเม็ดที่ ๑๐๙ ออกจากสาย แต่ดึงไม่ออก นายตี๋แว่น (ปัจจุบันนี้ท่านคือ พระนิติ สุธมฺมสุนฺทโร) ใช้กรรไกรตัดฉับเช้าให้ลูกประคำทั้งสายเลยขาดกระจาย หล่นลงเกลื่อนพื้น ผู้คนกรูกันเข้ามาเก็บ ธรรมนูญร้องห้าม แต่ท่านบอกว่า...“ช่างเขาเหอะ... ใครมีบุญเขาก็ได้ไปเอง...”
ไม่น่าเชื่อที่ลูกประคำมากมายปานนั้นมีน้องเป้ (รังสิมะ แสงหิรัญ) เก็บได้ ๒ เม็ด หลวงพี่ชัยวัฒน์ (พระชัยวัฒน์ อชิโต) เก็บได้ ๑ เม็ด นอกนั้นอันตรธานหายไปไหนหมดก็ไม่รู้...พอส่งเม็ดประคำให้อาตมาแล้ว ท่านก็ออกเดินตรงไปยังโบสถ์ใหม่ อิริยาบถการเดินดูแผ่วพลิ้วนุ่มนวล เหมือนกับท่านลอยไปอย่างนั้นแหละ ผู้คนปูผ้าให้ท่านเหยียบเป็นทาง บางคนหาผ้าไม่ทัน ถึงกับถอดเสื้อลงปูให้ท่านก็มี...ท่านไหว้พระประธานที่หน้าโบสถ์ แล้วหันหน้าไปทั้งสี่ทิศ ยืนสงบนิ่งอยู่ทิศละอึดใจหนึ่ง ก่อนจะหันมาถามอาตมาว่า

“เธอรู้ไหม ฉันทำอย่างนี้เพื่ออะไร...?
”“ขอความกรุณาอธิบายเพื่อความกระจ่างด้วยครับ...”
ท่านตอบว่า“ฉันทำอย่างนี้เพราะปรารถนาให้สัตว์โลกในทิศทั้งสี่มีความสุขเสมอหน้ากัน”
อาตมาถามว่า “ทิศสุดท้ายหมายถึงองค์หลวงปู่ใช่ไหมครับ...?
“ทิศเหนือคือทิศอุดร อาตมาหมายความว่า ท่านคือหลวงปู่ใหญ่โลกอุดร ท่านตอบว่า “เธอเข้าใจผิดแล้ว...
”อาจารย์ประเสริฐ เกษตรเอี่ยม ขออนุญาตไปส่งท่าน ท่านถามว่า “เธอแน่ใจแล้วหรือว่า จะไปส่งฉันได้ตลอด...?”“
ผมส่งหลวงปู่ยันนิพพานเลยครับ...” ตอบได้เด็ดขาดมาก น่าเสียดาย ที่ไปแค่กลางทางท่านก็เล่นกล หายไปต่อหน้าต่อตาซะอย่างนั้นแหละ...

หลวงพ่อ(พระราชพรหมยาณ-ฤาษีลิงดำ) เมตตาให้ความกระจ่างว่า “ฉันยืนยันองค์เดียวนะ องค์ที่ใต้ต้นโพธิ์ริมน้ำ คือ พระองค์ที่ ๑๐ องค์อื่นฉันไม่รับรอง” อาตมาเชื่อ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ตอนนี้เอง แต่ท่านไปถึงฟากฟ้าป่าหิมพานต์ไหนแล้วก็ไม่รู้...? อีกนานไหมหนอ...หว่าจะได้พบท่านอีก...?ภายหลังหลวงพ่อได้สร้างศาลาประดิษฐานรูปปั้นของท่าน ไว้ที่โคนโพธิ์ริมน้ำเพื่อให้ญาติโยมได้กราบไว้บูชา เท่านั้นยังไม่พอ ยังสร้างมณฑปแก้ว เป็นที่ประดิฐฐานรูปหล่อของท่าน และพระองค์ที่ ๑๑ อีกหลังหนึ่ง งานหล่อรูปของท่าน ผู้คนแห่กันมามืดฟ้ามัวดิน บริจาคทองคำช่วยหล่อรูปของท่านได้ถึง ๒๒ กิโลกรัม...ผ้าพิมพ์รอยเท้าของท่าน อาตมามอบให้น้องแสงชัย (แสงชัย เพชรชื่นสกุล)ไปบูชา เมื่อคราวเดินทางไปทำงานที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย ส่วนลูกประคำนั้น อาตมามอบให้กับติ๋ว (ปัจจุบันคือ น.ต.หญิงอริศรา กิติธีระกุล) เป็นเจ้าของขวัญแก่ลูกในท้องของเธอ...หลังจากนั้นไม่นาน เถ้าแก่สุวิทย์ (คุณสุวิทย์ สวรรค์กสิกร) ไปพบพระองค์หนึ่ง ที่รูปร่างหน้าตาคล้ายพระองค์ที่ ๑๐ มาก พระองค์นั้นท่านก็รับสมอ้างด้วย หลวงพ่อท่านบอกว่าไม่ใช่ แต่อาตมาชอบพิสูจน์ทราบ จึงเดินทางไปดูด้วยตาตนเอง...เห็นปุ๊ปก็รู้ว่าไม่ใช่ เพราะลีลาไปกันคนละโลกเลย แต่การพิสูจน์ครั้งนั้น เป็นเหตุให้อาตมาถูกเช้าใจผิด หาว่าสมรู้ร่วมคิดกับพระองค์นั้นหลอกเอาทรัพย์สินเงินทองจากลูกศิษย์หลวงพ่อ ทั้งที่พวกเขาไปทำบุญกันเอง อาตมาไม่ได้ยุ่งเกี่ยวด้วยแม้แต่นิดเดียว...สู้ทนให้เขาเข้าใจผิดไป เพราะจำลีลาหลวงพ่อได้

“ใครว่าร้าย ท่านไม่เคยโต้ตอบ ไม่แก้ข่าว ปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์”
ในที่สุด บรรดาผู้ที่ด่วนลงความเห็น ต่างพากันยิ้มแหยๆ เวลาเห็นหน้าอาตมา แต่ยังไว้ท่าจะขอโทษสักคำก็ไม่มี นี่แหละมนุษย์..
.ลูกกราบขอบารมีองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าได้โปรดช่วยสงเคราะห์ให้ทุกท่านที่ได้พบกับพระองค์ที่ ๑๐ ก็ดี หรืออ่านพบและเลื่อมใสในองค์ท่านก็ดี จงเป็นผู้มีจิตอันเข้าถึงธรรมโดยถ้วนหน้ากัน ธรรมอันใดที่องค์สมเด็จพระจอมไตรบรรลุแล้ว ขอทุกท่านจงเป็นผู้มีส่วนเห็นธรรมนั้น ในชาติปัจจุบันนี้เทอญ...

องค์ใดพระสัมพุทธ สุวิสุทธสันดาน
ตัดมูลกิเลสมาร บ่มิหม่นมิหมองมัว
หนึ่งในพระทัยท่าน ก็เบิกบานคือดอกบัว
ราคีบ่พันพัว สุวคนธกำจร
องค์ใดประกอบด้วย พระกรุณาดังสาคร
โปรดหมู่ประชากร มละโอฆกันดาร
ชี้ทางบรรเทาทุกข์ และชี้สุขเกษมศานติ์
ชี้ทางพระนฤพาน อันพ้นโศกวิโยคภัย...

ฯนตฺถิ เม สรณัง อัญฺญัง พุทฺโธ เม สรณํง วรังนตฺถิ เม สรณัง อัญฺญัง ธมฺโธ เม สรณํง วรังนตฺถิ เม สรณัง อัญฺญัง สงฺโธ เม สรณํง วรังเอเตน สจฺจ วชฺเชน โหตุ เม ชยมงฺคลัง...ฯ
*****
๖ มีนาคม ๒๕๓๓ พระเล็ก สุธมฺมปญฺโญบันทึกเพิ่มเติม ภายหลังพระรูปที่รับสมอ้างว่าเป็นพระองค์ที่ ๑๐ ไปสร้างวัดอ้อน้อยธรรมอิสระ ที่อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม แล้วหลวงพี่ชัยวัฒน์ยังไปรับรองกับบรรดาลูกศิษย์หลวงพ่อ
“องค์นั้นแหละ พระองค์ที่ ๑๐...”

เมื่อเป็นดังนั้นจึงมีลูกศิษย์ลูกหาของหลวงพ่อจำนวนมากแห่กันไปหา ท่านเองก็พลอยรับสมอ้างไปกันใหญ่โต จนท้ายสุดท่านสุดุดคำพูดตัวเอง เลยต้องลาสิกขาบท แล้วบวชใหม่เพื่อให้พ้นจากข้อหาโกงพรรษา ปัจจุบันนี้ท่านมีชื่อเสียงมากทีเดียว แต่ผู้ที่ไปหาต้องทำใจกับจริยาบางอย่างที่เป็นเฉพาะตัวของท่าน ถ้าคิดจะหาประสบการณ์ก็ลองไปดูได้๘ กรกฏาคม ๒๕๔๙
พระครูธรรมธรเล็ก สุธมฺมปญฺโญ

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Jdin_buddhism : 07-11-2006 เมื่อ 08:56 AM.

http://board.palungjit.com/showthread.php?t=57088




*